ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ที่สุดของโลกหลายแห่งเริ่มกลับเข้าซื้อทองคำอีกครั้ง หลังจากราคาทองปรับตัวลดลง โดยให้เหตุผลว่าปัจจัยพื้นฐานระยะยาวของทองคำยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะมีท่าทีเข้มงวดมากขึ้นต่อเงินเฟ้อก็ตาม
บริษัท Amundi ซึ่งเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในยุโรป เข้าซื้อทองคำโดยคาดว่าราคาทองจะกลับไปที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026
ขณะเดียวกัน ผู้จัดการกองทุนจาก Pictet Asset Management, Robeco Institutional Asset Management และ Fidelity International ต่างก็เพิ่มการถือครองทองคำกลับเข้ามาหลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดพอร์ตลงในช่วงที่ราคาทองปรับตัวลงจากจุดสูงสุดในปี 2026
ลอเรนโซ ปอร์ตัลลี หัวหน้ากลยุทธ์ข้ามสินทรัพย์ของ Amundi Investment Institute ระบุว่า “ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เรามองว่ามีมูลค่าต่ำ เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่ดี และมีสภาพคล่องค่อนข้างสูง”
อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่า บริษัทจะยังไม่เพิ่มการซื้อเพิ่มเติมในเดือนสิงหาคมจนกว่าจะเห็นความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยจาก Fed มากขึ้น
ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของผู้จัดการกองทุนมากกว่าสิบราย ซึ่งบริหารสินทรัพย์รวมกันราว 27 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเกือบทั้งหมด ทั้ง BNP Paribas Asset Management และ Manulife John Hancock Investments ต่างมีการกลับเข้าซื้อทองคำ หรือยังคงรักษาน้ำหนักการลงทุนในทองคำในระดับเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนหลายรายระบุว่า การที่ราคาทองจะสามารถทะลุแนวต้านล่าสุดแถว 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะไม่เกิดขึ้นอย่างราบรื่น
แรงกดดันสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น และความคาดหวังว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี 2026 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นลบต่อทองคำ เนื่องจากทองคำไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย
นักลงทุนยังจับตาความเห็นของประธาน Fed เควิน วอร์ช ในการประชุม Jackson Hole เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งเตือนว่าเงินเฟ้อสหรัฐยังไม่ได้ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญไปสู่เป้าหมาย 2% ส่งผลให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น
แม้จะมีปัจจัยกดดันดังกล่าว นักลงทุนระยะยาวยังคงเชื่อมั่นว่าทองคำมีบทบาทสำคัญในพอร์ตการลงทุน โดยมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในภาพรวม
อาร์โนต์ ฟาน ไรจ์น ผู้จัดการพอร์ตจาก Robeco กล่าวว่าทองคำ “กลายเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ” และ “กลายเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนปกติไปแล้ว”
หลังจากราคาทองพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจนแตะระดับสูงสุดใกล้ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2026 จากแรงเก็งกำไร ก่อนจะปรับตัวลงตลอดปี โดยในเดือนมิถุนายนราคาลดลงมาใกล้ 4,000 ดอลลาร์จากแรงกดดันด้านพลังงานและเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในอิหร่าน ทำให้ช่วงดังกล่าวกลายเป็นจังหวะที่นักลงทุนเริ่มกลับเข้าซื้ออีกครั้ง
ไมเคิล คุกจิโน ประธานกองทุน Permanent Portfolio Family of Funds ระบุว่า “การปรับตัวลงมาที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ หากยังไม่ได้ถือทองอยู่ ถือว่าเป็นจังหวะเข้าซื้อที่ดีมาก”
เขาเสริมว่าปัจจัยมหภาคระยะยาวยังคงสนับสนุนทองคำ และคาดว่าจะเห็นรูปแบบ “จุดสูงใหม่และจุดต่ำที่สูงขึ้น” ในระยะถัดไป
ด้านโซฟี ฮุยห์ จาก BNP Paribas ให้เหตุผลว่าการกลับเข้าซื้อทองคำได้รับแรงหนุนจากความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ที่ลดลง ซึ่งสะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงกลับมาอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงเก็งกำไร
เธอกล่าวว่า “ฟองของทองคำเริ่มคลายตัวลงแล้ว” และปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในตอนนี้คือการซื้อของธนาคารกลาง และการจัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง
ข้อมูลจาก Commodity Futures Trading Commission ยังสะท้อนว่าตำแหน่งซื้อสุทธิของกองทุนฟิวเจอร์สทองคำปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดของปี 2026 ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 สิงหาคม
ขณะเดียวกัน เรย์ ดาลิโอ ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เตือนว่านักลงทุนควรลดการถือครองพันธบัตร และเพิ่มสัดส่วนทองคำได้ถึง 15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตหนี้สหรัฐ
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี จนกระทรวงการคลังสหรัฐต้องประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งสะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพอัตราผลตอบแทน
ความเคลื่อนไหวนี้ยังทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอีกครั้ง และทำให้ตลาดกลับมาพูดถึงแนวคิด “debasement trade” หรือการย้ายเงินออกจากดอลลาร์เข้าสู่สินทรัพย์แข็ง เช่น ทองคำและบิตคอยน์ ท่ามกลางความกังวลต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของสหรัฐ
ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่าความกังวลต่อดอลลาร์อาจถูกมองเกินจริง แต่ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการกระจายการลงทุนออกจากสินทรัพย์สหรัฐจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อราคาทองในระยะยาว
แม้จะไม่มีสกุลเงินใดเข้ามาแทนที่ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน แต่แนวโน้มการกระจายพอร์ตอย่างค่อยเป็นค่อยไปยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนราคาทองในอนาคต
ที่มา : The Business Times








