Gold Bullish
– ช่องแคบฮอร์มุซเปิด หนุนน้ำมัน / เงินเฟ้อลง
Gold Bearish
– ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payroll)
– จับตาถ้อยแถลงของประธานเฟด นายเควิน วอร์ช
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่ตลาดมีความกังวลหลังจากถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ที่มีการประกาศกร้าวในเรื่องของการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายที่ 2% ซึ่งเป็นการเรียกความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของเฟดให้หวนกลับคืนมาอีกครั้ง ในขณะที่ FedWatch Tool ของ CME Group คาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม FOMC เดือน ก.ย. นอกจากนี้ ผลการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ยังคงทรงตัว และยังไม่มีแรงซื้อที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี ยังคงมีทิศทางขาขึ้น (ราคาพันธบัตรร่วงลง) อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ช่องแคบฮอร์มุซเปิด หนุนน้ำมัน / เงินเฟ้อลง
ภายหลังที่สหรัฐฯ – อิหร่านได้มีการทำ MOU และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ได้กลับตัวเป็นขาลงอีกครั้ง ในขณะที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ (UN) ได้แถลงว่า บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ได้ช่วยเปิดทางให้กับแผนการอพยพคนเดินเรือจำนวนมากกว่า 11,000 คน ที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยปฏิบัติการครั้งนี้จะดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกับอิหร่าน, โอมาน, รัฐชายฝั่งอื่นๆ, สหรัฐอเมริกา และอุตสาหกรรมการเดินเรือ และจะใช้วิธีแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด แทนที่จะเปิดเส้นทางเดินเรือตามปกติทั้งหมดในคราวเดียว ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านมติสนับสนุนร่างกฎหมายเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 50 ต่อไม่เห็นชอบ 48 เสียง ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มาแล้วเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เป็นแน่ชัดว่ากฎหมายนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านยังอยู่ในช่วงการเจรจาหาทางยุติสงครามขั้นสุดท้ายภายใต้กรอบ 60 วัน
อย่างไรก็ตาม การเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงทิ้งปมในประเด็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่นายมาซูด เปเซชเคียน ปธน.อิหร่าน ได้กล่าวว่า ประเด็นเรื่องโครงการขีปนาวุธของอิหร่านไม่ได้บรรจุเป็นเนื้อหาในข้อตกลงที่อิหร่านบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านจะไม่นำเอาความสามารถในการป้องกันประเทศขึ้นมาเจรจาต่อรองกับใครทั้งสิ้น ในขณะที่กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยในวันอาทิตย์ว่า กองทัพได้ดำเนินการโจมตีคูเวตและบาห์เรนเพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ โจมตีดินแดนของอิหร่าน แต่ทว่าในภายหลัง สหรัฐฯ อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงระงับการโจมตีตอบโต้ซึ่งกันและกัน “เป็นการชั่วคราว” และจะจัดการเจรจาขึ้นในวันอังคารที่ 30 มิ.ย. ณ กรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ ทำให้ตลาดยังต้องจับตาการเจรจาครั้งนี้ต่อไป
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทำให้ตลาดยังต้องติดตามต่อไปว่า หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถหาทางบรรลุข้อตกลงในประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ได้ รวมถึงข้อตกลงอื่นๆ จะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเกิดความตึงเครียดอีกครั้งหรือไม่ หากเป็นไปได้ด้วยดี อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงต่อเนื่อง หนุนให้ราคาพลังงาน / ดอกเบี้ยเฟดอาจปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่หากไปในทางตรงกันข้าม ก็อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน
ติดตามการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payroll)
ในวันที่ 2 ก.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลข Non-Farm Payroll ซึ่งเป็นอีก 1 ตัวชี้วัดสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุดในการประชุม FOMC นายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้กล่าวว่า คณะกรรมการประเมินว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความมั่นคงสูง เนื่องจากอัตราการเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานยังคงเติบโตได้สมดุลและก้าวทันกับจำนวนแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ระบบ ทั้งนี้ อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ยังคงทรงตัวที่ระดับ 4.3% ในเดือน พ.ค. ซึ่งเท่ากับเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงในตลาดแรงงานตามถ้อยแถลงของวอร์ช ในขณะที่ตัวเลข Sahm Rule Recession หรือตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามกฎของซาห์ม ที่ใช้วัดค่าเฉลี่ยอัตราการว่างงานได้ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน จาก 0.43 หน่วยในเดือน พ.ย.2025 เหลือเพียง 0.10 หน่วย ในเดือน พ.ค. 2026 และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือน (หากทะลุ 0.35 หน่วยขึ้นไป เสี่ยงเกิด Recession เนื่องจากคนตกงานโดยเฉลี่ยเยอะขึ้น แสดงถึงเศรษฐกิจที่อ่อนแอ)
นอกเหนือจากการประชุม FOMC และตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ แล้ว ในมุมมองของกรรมการเฟดท่านหนึ่งยังแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่มีความคล้ายคลึงกัน โดยนายฟิลิป เจฟเฟอร์สัน รองประธานเฟด ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านั้นว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพในวงกว้าง (Broadly stable) โดยตัวเลขอัตราการจ้างงานใหม่ (Hiring) และอัตราการเลิกจ้าง (Firing) ต่างก็ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำทั้งคู่
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง ซึ่งอาจทำให้ตัวเลข Non-Farm Payroll ที่จะมีการประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. นี้อาจประกาศออกมาเท่ากับครั้งก่อน หรือมากกว่าครั้งก่อน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลง เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ในขณะที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่า 2% ตามเป้าหมายของเฟด ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ตามการคาดการณ์ของ Bank Of America และ Deutsche Bank
จับตาถ้อยแถลงของประธานเฟด นายเควิน วอร์ช
ในวันที่ 1 ก.ค. นายเควิน วอร์ช มีกำหนดการในงานสัมมนาประจำปี ECB Forum on Central Banking 2026 ณ เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกสโดยเควิน วอร์ช จะต้องขึ้นเวทีอภิปรายสดร่วมกับผู้นำธนาคารกลางระดับสูงสุดรายอื่น ๆ ได้แก่ นางคริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) และนายแอนดรูว์ เบลีย์ (Andrew Bailey) ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ภายใต้หัวข้อหลักประจำปีคือ “Shaping Europe’s future: innovation, growth and stability” โดยหากย้อนกลับไปในการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. วอร์ชได้ทำการหักดิบด้วยการสั่งยกเลิกชุดคำสั่งการสื่อสารล่วงหน้า หรือ Forward Guidance ออกจากแถลงการณ์นโยบายการเงินอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าการชี้นำตลาดมากเกินไปจะทำให้กลไกตลาดการเงินสูญเสียสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง และส่งผลให้เฟดกลายเป็นผู้ควบคุมกฎที่มองไม่เห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงของตลาด
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดจับตาว่า นายเควิน วอร์ช จะมีการเสนอแนวคิด / วิธีการ / การทำงานของเฟดในรูปแบบใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นด้านการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาเสถียรภาพตลาดแรงงานที่เป็นพันธกิจหลักของเฟด ซึ่งอาจทำให้ตลาดทองคำ หุ้น พันธบัตร เกิดความผันผวนได้ในภายหลัง
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือน มิ.ย.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS (ล้านตำแหน่ง) เดือน พ.ค.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตรจาก ADP เดือนมิ.ย.
- ดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM เดือน มิ.ย. และดัชนีราคาภาคการผลิตจาก ISM เดือน มิ.ย.
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน มิ.ย.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน มิ.ย.
- อัตราการว่างงาน เดือน มิ.ย.
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้มีการปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,210 และ 4,310 ดอลลาร์ และยังคงมีการปรับฐานลงตามเส้น Trend Line ที่เป็นลักษณะ falling wedge อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ได้มีการทำ MOU อย่างเป็นทางการ และมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากไม่มีการละเมิดข้อตกลงและทุกอย่างเป็นไปโดยปกติ อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น ซึ่งหากทองคำยังคงรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ และ 4,200 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน มีการละเมิดข้อตกลงในภายหลัง ในขณะที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร และอัตราการว่างงานแสดงออกมาถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง รวมถึงประเด็นที่ตลาดยังคงกังวลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับการกลับมาของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ที่มีมุมมองเชิงเข้มงวดต่อนโยบายการเงิน ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,890 และ 3,790 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 3,690 ดอลลาร์ ตามเส้น 1.272 ของ Fibonacci
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 62,300 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 61,700 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 64,400 บาท และ 65,000 บาท









