Gold Bullish
- น้ำมันทรงตัวหลังซาอุฯ เร่งระบายน้ำมัน แต่สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังตึงเครียด
- เฟดคาดดัชนี PCE เดือน ส.ค. ต่ำกว่าเดือน ก.ค.
Gold Bearish
- ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ
- ติดตามตัวเลขดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล และ GDP สหรัฐฯ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่กรรมการเฟดทั้ง 5 ท่านที่มีสิทธิมีเสียงโหวตอัตราดอกเบี้ยในการประชุม FOMC ปี 2026 ต่างออกมาแสดงความเห็นโดยภาพรวมว่า นโยบายการเงินในปัจจุบันจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากกว่านี้ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้ปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ 2% ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังมีความแข็งแกร่งและเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
น้ำมันทรงตัวหลังซาอุฯ เร่งระบายน้ำมัน แต่สหรัฐฯ – อิหร่าน ยังตึงเครียด
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดการเจรจาทางอ้อมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน โดยมีกาตาร์ทำหน้าที่เป็นคนกลางส่งสารนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก ระหว่าง อับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน และ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของปธน.ทรัมป์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าการเจรจาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ผนวกกับซาอุดีอาระเบียเปิดระบบถ่ายน้ำมันดิบจากเรือสู่เรือ (Ship-to-Ship: STS) บริเวณนอกชายฝั่งท่าเรือโซฮาร์ (Sohar) ของประเทศโอมาน เพื่อส่งมอบน้ำมันดิบให้แก่โรงกลั่นในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา การเจรจาสันติภาพทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผ่านคนกลางกาตาร์ยังคงมีความเห็นต่างกันอย่างมากและส่อแววไร้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ หลังปธน.มัสอูด เปเซชเคียน ได้ประณามท่าทีที่ชอบก่อกวนของปธน.ทรัมป์ ที่ขู่ทำลายล้างอิหร่านพร้อมประกาศกร้าวว่าชาวอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนนต่อแรงกดดัน โดยอิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางเรือและเปิดเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนว่าปธน.ทรัมป์ยังคงมีทางเลือกทางทหาร ส่งผลให้ในภายหลัง ปธน.ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอแบบมีเงื่อนไขของอิหร่าน เกี่ยวกับการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวว่าสหรัฐฯ ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดต้องจับตาต่อไปว่า ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ครั้งแรกในรอบ 3 เดือน และการเพิ่มอุปทานน้ำมันดิบของซาอุฯ ก่อนหน้านี้ อาจเป็นปัจจัยหนุนให้น้ำมันดิบปรับตัวลงต่อเนื่อง หนุนเงินเฟ้อปรับตัวลง เป็นบวกกับทองคำ แต่ทว่ายังคงต้องติดตามต่อไปว่า การที่สหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านจะส่งผลให้การเดินเรือน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาตึงเครียดอีกครั้งหรือไม่นั้น ยังคงต้องเผ้าติดตามความคืบหน้าของสงครามต่อไป
ติดตามตัวเลขการจ้างงานภาครัฐ – เอกชน ของสหรัฐฯ
ในวันที่ 30 ก.ย. และ 2 ต.ค. นี้ สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของ ADP ซึ่งจัดทำโดยบริษัทเอกชนและ BLS จากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ตามลำดับ โดยหากอ้างอิงจากบทสรุปการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เผยว่า คณะกรรมการมีมติ 12 ต่อ 0 เสียง ให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) 0.25% สู่ระดับ 3.75% – 4.00% โดยทางนายเควิน วอร์ช ได้เผยว่า ในภาพรวมการจ้างงานใหม่ยังคงขยายตัวตามทันการเติบโตของประชากรวัยแรงงานและอัตราการว่างงานทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 4.1% อีกทั้งตำแหน่งงานเปิดรับใหม่ (Job Openings) และจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ (Weekly Hours) ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเฉลี่ย 4 สัปดาห์ (4-week moving average) ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงตลาดแรงงานโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและทำงานในระดับเต็มศักยภาพตามพันธกิจหลักของเฟด ส่งผลให้การขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้จึงโฟกัสไปที่การควบคุมเงินเฟ้อแทนและมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะไม่สร้างความเสียหายต่อตลาดแรงงานในภายหลัง
หากพิจารณาจากตัวเลขการจ้างงานทั้งหมดของสหรัฐฯ (Total Nonfarm) พบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2026 ตัวเลขการจ้างงานรวมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 158.59 ล้านคน จนกระทั่งเดือน ส.ค. ตัวเลขได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 159.07 ล้านคน ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล และสูงกว่าในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ Covid-19 ในเดือน ก.พ. 2020 ที่ระดับ 152.29 ล้านคนเสียอีก ขณะเดียวกัน ตัวเลขชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ Sahm Rule Recession ในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 0.30% มีการปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ (-0.07%) ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี (หากตัวเลข Sahm Rule สูงกว่า 0.50% มีความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ถ้าต่ำกว่าแปลว่าปกติ) ซึ่งตัวเลขดังกล่าว สามารถสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง ตามที่นายเควิน วอร์ช ได้กล่าวไปจริง
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งและยังไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนแอ ซึ่งปัจจัยนี้อาจส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของทั้งภาครัฐ – เอกชน เดือน ก.ย. และอัตราการว่างงานอาจมีแนวโน้มมากกว่า / เทียบเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากอาจทำให้เฟดสามารถขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อได้โดยไม่จำเป็นต้องปกป้องตลาดแรงงานมากนัก แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม ก็อาจหนุนให้ทองขึ้นได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลขดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล และ GDP สหรัฐฯ
ในวันที่ 30 ก.ย. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลข GDP สหรัฐฯ ซึ่งในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ก.ย. ที่ผ่านมานี้ นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้เผชิญกับภาวะชะลอตัว แต่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง (Strengthening) ท่ามกลางวิกฤตและความไม่แน่นอนภายนอก โดยเฟดได้ประมาณการการเติบโตของ Real GDP ใน Economic projections ว่าทั้งปี 2026 ตัว GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.3% และปี 2027 คาดการณ์ขยายตัวที่ 2.4% เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในประเทศยังคงมีความยืดหยุ่นสูง, ภาคเอกชนยังมีผลกำไร / กระแสสินเชื่อเพื่อธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของภาคธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการระดมทุนขนาดใหญ่ของกลุ่มเทคโนโลยี (Hyperscalers) เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานทางด้าน Data Center ซึ่งหากตัวเลข GDP สหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งตามที่เควิน วอร์ช ได้คาดการณ์เอาไว้จริง อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง เนื่องจากเป็นเหตุผลให้เฟดอาจยังต้องคงดอกเบี้ยหรือขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในภายหลัง
ในขณะเดียวกัน ในวันที่ 30 ก.ย. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุดตามเป้าหมายพันธกิจของตัวเอง ซึ่งตัวเลข PCE ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มออกมาเทียบเท่า / น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เนื่องจากนายเควิน วอร์ช ได้มีการวิเคราะห์ตัวเลข CPI และ PPI ล่าสุด โดยเฟดได้ประเมินทิศทางของมาตรวัดเงินเฟ้อรอบ 12 เดือน (YoY) ประจำเดือน ส.ค. เอาไว้ว่า ตัว Total PCE อาจวิ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 3.6% จากเดือน ก.ค. ที่ 3.7% ในขณะที่ Core PCE (หักหมวดอาหารและพลังงาน) อยู่ที่ระดับประมาณ 3.2% จากเดือน ก.ค. ที่ 3.3% ซึ่งหากตัวเลขออกมาตามที่เฟดคาดการณ์จริง อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น เนื่องจากตลาดอาจคลายความกังวลภาวะเงินเฟ้อได้บางส่วน แต่ทว่าในภาพรวมก็ยังคงต้องติดตามราคาพลังงาน, วัตถุดิบโภคภัณฑ์การเกษตร ค่าการกลั่นและราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งสูงขึ้นจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจหนุนให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือน ก.ย.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS (ล้านตำแหน่ง) เดือน ส.ค.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตรจาก ADP เดือน ก.ย.
- ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ส.ค.
- จีดีพีไตรมาสที่ 2 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q และดัชนีราคาจีดีพีไตรมาสที่ 2 (ประมาณการครั้งที่ 3)
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนี PMI ภาคการผลิตจาก ISM เดือน ก.ย.
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.ย.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน ก.ย.
- อัตราการว่างงาน เดือน ก.ย.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำอยู่ในระยะ Falling wedge pattern โดยโครงสร้างราคาทองในภาพกำลังอยู่ในช่วงพักตัวสะสมแรงในทิศทางลง (Corrective Phase) หลังจากถูกเทขายลงมา และได้เปลี่ยนมาแกว่งตัวลงแบบค่อยเป็นค่อยไปในกรอบเส้นสีดำภายหลัง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากซาอุฯ สามารถขนถ่ายการส่งออกน้ำมันได้ต่อเนื่องและกดดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงต่อ ในขณะที่ตัวเลข PCE ในเดือน ส.ค. ที่จะประกาศในวันพุธนี้มีการปรับลงตามที่เฟดได้คาดการณ์เอาไว้จริง อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าในระยะสั้น หนุนให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทะลุกรอบ Falling wedge pattern ทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,350 และ 4,430 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงขยายวงกว้างและไม่สามารถเจรจากันได้ หลังจากการประชุม UNGA ที่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จนหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้นทำ New High อีกครั้ง ในขณะที่หากวันศุกร์นี้ตัวเลขตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานออกมาแข็งแกร่งตามที่เฟดคาดการณ์ไว้จริง อาจกดดันให้ราคาทองคำเผชิญแรงเทขายหลุดกรอบ Falling wedge pattern ลงไป โดยมีแนวรับบริเวณ 4,155 และ 4,070 ดอลลาร์
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,650 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 65,900 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 69,200 บาท และ 70,000 บาท









