กระทรวงการคลังสหรัฐดำเนินการขายเงินยูโรแทนการใช้เงินดอลลาร์ เพื่อเข้าพยุงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งได้รับทราบความเคลื่อนไหวดังกล่าวหลังจากธุรกรรมเสร็จสิ้นแล้ว สะท้อนการเปลี่ยนแปลงแนวทางความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางหลักของโลก
รายงานระบุว่า คริสติน ลาการ์ด และ สกอต เบสเซนต์ ได้มีการหารือเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวในวันถัดมา อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมขายเงินยูโรได้ถูกดำเนินการไปแล้วโดย เฟดสาขานิวยอร์ก ในนามของกระทรวงการคลังสหรัฐ
เหตุผลที่สหรัฐเลือกใช้ “ยูโร” แทน “ดอลลาร์”
โดยปกติแล้ว ธนาคารกลางในโลกตะวันตกมักมีการประสานงานล่วงหน้าในการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่สืบเนื่องมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในครั้งนี้ สหรัฐได้ดำเนินการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และแจ้งให้ ECB ทราบภายหลัง
การเลือกใช้เงินยูโรถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากการขายเงินดอลลาร์อาจส่งสัญญาณเชิงลบต่อนโยบาย “ดอลลาร์แข็งค่า” ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐพยายามรักษาไว้ ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่ากลไก “เยนแคร์รีเทรด” ที่เคยเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดอาจเริ่มอ่อนแรงลง ทำให้ต้องใช้มาตรการอื่นเข้ามาพยุงค่าเงินเยน
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ยังเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวดังกล่าวกับความกังวลที่ว่าญี่ปุ่นอาจลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หากค่าเงินยังอ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบต่อตลาดพันธบัตรขนาดใหญ่ของสหรัฐ
ยุโรปไม่พอใจ หลังถูกกันออกจากการประสานงาน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ECB มองว่าการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการเบี่ยงเบนจากธรรมเนียมการประสานงานที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
อย่างไรก็ตาม โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐได้ออกมาชี้แจงว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้กองทุนรักษาเสถียรภาพค่าเงิน (Exchange Stabilization Fund) เป็นอำนาจของกระทรวงการคลัง โดยพิจารณาจากสภาพคล่องของตลาด มูลค่าสินทรัพย์ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องร่วมกับธนาคารกลางสหรัฐ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐแสดงความเห็นแย้งต่อเสียงวิจารณ์ โดยระบุว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับความลับของการหารือกับพันธมิตร และเปรียบเทียบกับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลของ ECB
ผลกระทบต่อตลาดและสิ่งที่ต้องจับตา
การแทรกแซงครั้งนี้ช่วยให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นจากระดับประมาณ 164 เยนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ราว 158 เยนต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย
ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดประเมินความเป็นไปได้ราว 44% ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน โดย คาซุโอะ อูเอดะ ได้ส่งสัญญาณถึงความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้กำหนดนโยบายในยุโรปตั้งคำถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงกรณีเฉพาะหรือเป็นสัญญาณของแนวทางใหม่ของสหรัฐในการจัดการค่าเงินร่วมกับประเทศพันธมิตรในอนาคต ซึ่งอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบการเงินโลกในระยะต่อไป
ที่มา : Yahoo Finance








