ตลาดทองคำเริ่มกลับมามีสัญญาณเชิงบวกอีกครั้ง โดยราคาทองคำสามารถปรับตัวทะลุระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ข้อมูลล่าสุดจากสภาทองคำโลก (World Gold Council: WGC) ระบุว่า ความสนใจของนักลงทุนเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังเงินทุนทยอยไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF ที่มีทองคำหนุนหลัง
รายงานประจำเดือนของ WGC เปิดเผยว่า กองทุน ETF ทองคำทั่วโลกมีการถือครองเพิ่มขึ้น 23.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,965 ล้านดอลลาร์ โดยแรงซื้อหลักมาจากกองทุนในยุโรป ซึ่งช่วยพลิกสถานการณ์จากการไหลออกต่อเนื่องในช่วงสองเดือนก่อนหน้า
นักวิเคราะห์ระบุว่า กระแสเงินทุนไหลเข้าเกิดขึ้นในทุกภูมิภาค แต่มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากกองทุนที่จดทะเบียนในยุโรป นอกจากนี้ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินลงทุนใน ETF ทองคำทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 11,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเพิ่มการถือครองราว 39 ตัน โดยกองทุนในเอเชียยังคงเป็นแหล่งเงินไหลเข้าหลัก รองลงมาคือยุโรป ขณะที่อเมริกาเหนือยังคงอยู่ในภาวะเงินไหลออกสุทธิ
WGC ชี้ว่า ความต้องการ ETF สะท้อนพฤติกรรมของนักลงทุนที่ใช้จังหวะราคาทองคำอ่อนตัวเข้าซื้อ เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน หลังจากมีการขายคืนหน่วยลงทุนจำนวนมากในเดือนมิถุนายน และราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลายเดือน ส่งผลให้นักลงทุนมองว่าระดับราคาใกล้ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นจุดเข้าลงทุนที่น่าสนใจ โดยในเดือนกรกฎาคม ราคาทองคำสามารถยุติการปรับตัวลงต่อเนื่อง 4 เดือน และฟื้นตัวขึ้นประมาณ 2%
เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาค กองทุน ETF ในอเมริกาเหนือมีการถือครองเพิ่มขึ้นเพียง 0.3 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 71 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวในระดับจำกัด และยังไม่สามารถชดเชยการไหลออกสะสมตั้งแต่ต้นปีได้ ทำให้อเมริกาเหนือยังเป็นภูมิภาคเดียวที่มีเงินไหลออกสุทธิ
ในทางกลับกัน ความต้องการจากนักลงทุนยุโรปยังคงแข็งแกร่ง โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิ 17.3 ตัน หรือประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นเดือนที่มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับสองของปีนี้ แรงซื้อกระจายตัวในหลายประเทศ โดยมีสหราชอาณาจักรและสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้นำ ทั้งสองตลาดมีเงินไหลเข้าสะสมมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อประเทศ หรือรวมกันราว 5,000 ล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์มองว่านักลงทุนยุโรปกลับเข้าซื้อทองคำอีกครั้งหลังการปรับฐานในเดือนมิถุนายน โดยใช้จังหวะราคาที่อ่อนตัวเป็นโอกาสในการสะสม ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต้นปี
สำหรับภูมิภาคเอเชีย แม้กระแสเงินไหลเข้าจะชะลอลงในเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงเป็นแรงหนุนหลักของตลาดโลก โดยกองทุน ETF ในเอเชียมีเงินไหลเข้าสุทธิ 4.8 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 616 ล้านดอลลาร์ จีนเป็นประเทศที่มีแรงซื้อโดดเด่น จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น หลังดัชนี CSI 300 ปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2016 ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนในประเทศที่ลดลงยังช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ อีกทั้งราคาทองคำที่เริ่มทรงตัวก็ช่วยกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม กองทุนในญี่ปุ่นยังคงเผชิญเงินไหลออก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนในประเทศปรับตัวสูงขึ้นจนดึงดูดเงินลงทุนออกจากทองคำ ขณะที่อินเดียมีเงินไหลเข้าเล็กน้อยราว 157 ล้านดอลลาร์ สะท้อนมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนที่ใช้จังหวะราคาปรับฐานเข้าซื้อสะสมต่อเนื่อง
ที่มา : Kitco









