Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

จับตา 3 ปัจจัยใหญ่: เจรจาอิหร่าน-ประมูลพันธบัตร-ประชุม FOMC

27 กรกฎาคม 2569|08:45 น.

Gold Bullish

– เฟดมองครึ่งปีหลังเงินเฟ้อลดลง ลุ้นนโยบายผ่อนคลาย
– อิหร่านส่งสัญญาณเจรจากับสหรัฐฯ

Gold Bearish

– ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
– ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 29-30 ก.ค.

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่สหรัฐฯ – อิหร่าน ได้เริ่มแสดงท่าทีในการเปิดช่องทางการเจรจาระหว่างกัน แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงภาวะสงครามระหว่างกัน ในขณะที่ Fed Watch Tools ของ CME Group ได้คาดการณ์ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

อิหร่านส่งสัญญาณเจรจากับสหรัฐฯ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาสันติภาพ ซึ่งทางนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านส่งสัญญาณเปิดช่องทางเจรจาเช่นกัน โดยตนกล่าวในวันเดียวกันว่า การเจรจากับสหรัฐฯ สามารถดำเนินต่อไปได้ หากเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ พร้อมกับย้ำว่า การทูตเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เช่นเดียวกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร ในขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการบรรลุข้อตกลงทางการทูตอย่างยิ่ง และต้องการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านหากเป็นไปได้ โดยให้อิหร่านประกาศว่าจะไม่สนับสนุนการก่อการร้ายอีกต่อไป และจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้มีความสนใจที่จะจัดหารือกับอิหร่าน เว้นแต่ว่าอิหร่านมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการเจรจาที่มี ความหมายอย่างแท้จริง ในขณะที่ปธน.ทรัมป์ ได้ขู่ว่า หากกลุ่มฮูตียังโจมตีเรือในทะเลแดงบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบต่อไป สหรัฐฯ จะถือว่าอิหร่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังต้องติดตามต่อไปว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน จะมีแนวโน้มเกิดขึ้นในเร็วๆนี้หรือไม่ หากอิหร่านยอมเจรจาอย่างแท้จริงและฝ่ายสหรัฐฯ ยินดีเข้าสู่กระบวนการเจรจา อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น แต่หากไปในทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน

ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 29-30 ก.ค.

ในคืนวันพุธที่ 29 ก.ค. นี้ เฟดจะมีครบกำหนดการประชุม FOMC โดยตลาดคาดการณ์ว่า เฟดอาจมีการคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% โดยหากอ้างอิงจากประชุมก่อนหน้านี้ เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น และคณะกรรมการได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและการรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อเอาไว้ที่ 2% โดยสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายอย่างยืดเยื้อ มาจากการผลักภาระต้นทุนจากการขึ้นภาษีศุลกากรในอดีตของปธน.ทรัมป์ และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงอุปสงค์ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ทั้งนี้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เทียบรายปีได้ปรับตัวขึ้นสูงถึง 4.1% ในเดือน พ.ค. ในขณะที่รายงานจาก Economic projections ได้คาดการณ์ว่า PCE ในปี 2026 และ 2027 จะอยู่ที่ระดับ 3.6% และ 2.3% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดประเมินว่า เงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ตามราคาน้ำมันขายปลีกที่คาดว่าจะลดลง และจะทยอยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับเป้าหมายที่ 2% ในปี 2028 เมื่อการเข้ามาของ AI ได้ช่วยให้กำลังการผลิตสินค้าและบริการมีราคาที่ถูกลงในอนาคต ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง การคงอัตราดอกเบี้ยหรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมตามสถานการณ์ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในฝั่งของ CPI เดือน มิ.ย. เทียบรายปี ได้มีการปรับตัวลงสู่ระดับ 3.5% จากเดือน พ.ค. ที่ 4.2% ซึ่งอาจมีแนวโน้มให้ตัว PCE มีการปรับตัวลงในอนาคตตามมาด้วยได้เช่นกัน

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สรุปได้ว่า ในระยะสั้น เฟดมีแนวโน้มสูงที่จะมีความเข้มงวดเรื่องอัตราดอกเบี้ย จากการที่ดัชนี PCE ยังมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมาย ซึ่งอาจส่งผลลบต่อทองคำ แต่ในระยะยาว เงินเฟ้อมีแนวโน้มควบคุมให้เป็นไปตามเป้าหมายของเฟดได้ จากการเข้ามาของ AI ที่ช่วยทำให้ราคาสินค้าและบริการถูกลง และอาจตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยในภายหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะยาว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงต้องฟังถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในคืนวันพุธที่ 29 ก.ค. ว่าจะมีมุมมองต่อทิศทางเงินเฟ้อและตลาดแรงงานอย่างไรในอนาคต เนื่องจากวอร์ชได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า ทำให้การประชุม FOMC ครั้งนี้ยิ่งต้องจับตาว่า ตลาดจะมีการ Price In ปัจจัยใหม่ๆ อะไรบ้าง

ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี

ในวันที่ 27 ก.ค. (28 ก.ค. เวลาไทย) สหรัฐฯ จะมีการเผยผลการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองแนวโน้มทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในระยะสั้นอย่างไร ซึ่งหากเราย้อนดูประวัติการประมูลพันธบัตร 3 เดือนล่าสุด (เม.ย. – มิ.ย. 2026) จะเห็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ดังนี้

1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องยอมจ่ายสูงสุด (High Yield) พุ่งสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง

  • เดือน เม.ย. 2026: ดอกเบี้ยพักตัวลงมาอยู่ที่ 3.812%
  • เดือน พ.ค. 2026: ดอกเบี้ยดีดกลับขึ้นมาสร้างฐานใหม่เหนือเพดานสำคัญที่ระดับ 4.071%
  • เดือน มิ.ย. 2026: ล่าสุด ดอกเบี้ยพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) แตะระดับ 4.189%

ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จำเป็นต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตร โดยให้อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับที่สามารถชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของตลาดได้ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงและลดลงยากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

2. ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ยังคงทรงตัว ท่ามกลางดอกเบี้ยสูง:

  • เดือน เม.ย. 2026: นักลงทุนเห็นดอกเบี้ยที่น่าดึงดูด ยอดซื้อจึงเข้ามาอย่างหนาแน่นที่ 2.65 เท่า
  • เดือน พ.ค. 2026: ยอดซื้อยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ดีใกล้เคียงกันที่ระดับ 2.64 เท่า
  • เดือน มิ.ย. 2026: ล่าสุด ยอดซื้อยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งที่ 2.64 เท่า

ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาเพิ่มการเข้าลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง เมื่อระดับดอกเบี้ยหน้าตั๋วสูงแตะระดับ 4.189% แต่ทว่าในภาพรวมยังคงทรงตัว เนื่องจากหากตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจมีการลดดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ ความต้องการซื้อพันธบัตรของตลาด ควรที่จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากกว่านี้

3. สภาวะอุปสงค์จริงและการหมุนเวียนสภาพคล่องหลังบ้าน:

หากเจาะลึกโครงสร้างอุปสงค์การจัดสรรเม็ดเงินจริงในแต่ละกลุ่ม จะสะท้อนมุมมองการปรับพอร์ตของสถาบันการเงินต่อภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้อย่างชัดเจน ดังนี้

  • เดือน เม.ย. 2026 ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ: เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่คุ้มค่า กลุ่มสถาบันในประเทศ (Direct Bidder) ได้มีการเข้าซื้ออย่างหนาแน่นที่ 2.163 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหลัก (Primary Dealer) แบกของเหลือเพียง 8.110 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น
  • เดือน พ.ค. 2026 (ทรงตัวรับดอกเบี้ยทะลุ 4%): กลุ่มสถาบันในประเทศเริ่มชะลอการซื้อลงเล็กน้อย โดยอยู่ที่ระดับ 2.056 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) รักษาระดับการแบกรับอุปทานเข้าพอร์ตไว้ได้ที่ 8.423 พันล้านดอลลาร์
  • เดือน มิ.ย. 2026 (สถาบันในประเทศเข้าซื้ออีกครั้ง): ล่าสุด กลุ่มสถาบันในประเทศกระโดดเข้ามาไล่ซื้อพันธบัตรหนักขึ้นไปถึง 2.334 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) ลดภาระการเข้าซื้อเพื่ออุ้มอุปทานส่วนเกิน โดยกวาดซื้อพันธบัตรลดลงเหลือเพียง 6.966 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น สะท้อนว่าความต้องการลงทุนจากผู้เข้าประมูลโดยตรงยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ในช่วงเดือน เม.ย. – มิ.ย. กระทรวงการคลังต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อพันธบัตร ในขณะที่ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ยังคงทรงตัว ทั้งนี้ หากวันที่ 27 ก.ค. (28 ก.ค. เวลาไทย) มีการประกาศยอดผลการประมูลออกมาแล้วรัฐบาลยังคงต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นกว่าตลาดรอง, มีความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) อ่อนแอลง หรือกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) ต้องเข้ามาช้อนซื้ออุปทานส่วนเกินมากขึ้น อาจบีบให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในตลาดรองพุ่งสูงขึ้นต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำโดยตรง เนื่องจากการถือพันธบัตรที่ปลอดภัยและได้ดอกเบี้ยสูง มีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่คุ้มกว่าการถือทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย แต่หากบทสรุปที่กล่าวไป กลับเป็นไปทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจหนุนให้บอนด์ยีลด์ในตลาดรองปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ

ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้

– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือน ก.ค. และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน ก.ค.
– การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC)
– การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
– จีดีพีไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งที่1 ) q/q และ ดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งที่ 1) q/q
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน มิ.ย.
– การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

แนวโน้มราคาทอง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำมีการปรับตัวลงหลังทดสอบแนวต้านบริเวน 4,105 และ 4,160 ดอลลาร์ ทำให้ในภาพรวม ทองคำยังคงไม่สามารถ Break Out ทะลุกรอบ Falling Wedge Pattern ขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้

มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเปิดโอกาสในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน สามารถทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อีกครั้ง ในขณะที่ตลาดบางส่วนเริ่มมีมมุมองว่าเงินเฟ้ออาจปรับตัวลงในเร็วๆนี้ อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ อาจปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น โดยหากทองคำรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านเดิมที่ 4,105 และ 4,160 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุแนวต้านดังกล่าวได้ อาจมีการทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,300 ดอลลาร์ ตามบริเวนเส้น 0.786 ของ Fibonacci

มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง จากภาวะสงครามยังคงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปจนถึงช่องแคบบับ เอล-มันเดบ และการประชุม FOMC ที่นายเควิน วอร์ชยังมีแนวโน้มเข้มงวดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ที่ยังคงแสดงให้เห็นถึงภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ยังไม่ผ่านจุดพีค ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,940 และ 3,840 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,680 ดอลลาร์ จากแนวรับใหญ่เส้น Trend Line

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 63,150 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 62,300 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 65,500 บาท และ 66,200 บาท

image 355

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 27-07-2569

08:57 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 27-07-2569

08:47 น.

 
New SET SSF Cover 1000x670 06

Derivatives Recap 27-07-2569

08:21 น.

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 24-07-2569

16:08 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า