Gold Bullish
- สหรัฐฯ ยังคงเปิดกว้างต่อการเจรจารอบใหม่
Gold Bearish
- จับตาความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซรอบใหม่
- ติดตามตัวเลข CPI เดือน มิ.ย. วันอังคารนี้
- ติดตามการแถลงของนายเควิน วอร์ช
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่เฟดเผยบทสรุปการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย. เผยว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเอนเอียงไปทางขาขึ้น และจาก dot plot เฟดอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงในปีต่อ ๆ ไป ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ ได้มีการโจมตีอิหร่านอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
จับตาความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซรอบใหม่
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรี เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านได้มีการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และจนกว่าสหรัฐฯ จะหยุดแทรกแซงภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกับเตือนว่าหากผู้ใดรุกรานอิหร่านจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ เริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่า การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านอาจไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านต้องแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเสียก่อน จึงจะสามารถเดินหน้าการเจรจาในด้านอื่นๆต่อไป
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านได้มีแนวโน้มติดต่อทางฝั่งสหรัฐฯ เพื่อกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง โดยปธน.ทรัมป์ได้กล่าวอ้างว่าอิหร่านต้องการเจรจากับสหรัฐฯ เนื่องจากอิหร่านเพลี่ยงพล้ำและแทบไม่เหลือขีดความสามารถทางทหารแล้ว ซึ่งทางปธน.ทรัมป์ยังคงเปิดกว้างต่อการเจรจาต่อไป ในระหว่างที่สงครามกำลังดำเนินอยู่
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทำให้ตลาดต้องจับตาต่อไปว่า ช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสที่จะเปิดทำการอีกครั้งหรือไม่ หากสถานการณ์ของสงครามเกิดบานปลาย อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจหนุนให้เฟดคง / ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่หากทั้ง 2 ประเทศกลับมาเจรจากันได้อีกครั้ง ทองคำอาจปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ติดตามตัวเลข CPI เดือน มิ.ย. วันอังคารนี้
ในวันที่ 14 ก.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ประจำเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นตัวเลขชี้เป็นชี้ตายของตลาด ท่ามกลางความกังวลของคณะกรรมการเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2026 ที่ยังคงมีความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจยังสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ฝังรากลึกไปเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศนี้อาจออกมาทรงตัวหรือสูงกว่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง ผ่านมุมมองสำคัญทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่
มุมมองของกรรมการเฟด
1. นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด: นายเควินวอร์ช ได้เน้นย้ำประเด็นเงินเฟ้อไว้ตั้งแต่การประชุม FOMC และงานสัมมนา ECB forum เอาไว้แล้วว่า เฟดต้องมีความจริงจังในการผลักดันเงินเฟ้อ PCE ให้ปรับตัวลงสู่ 2% ให้ได้ตามเป้าหมาย หลังจากที่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงกว่าเป้าหมายมาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีแล้ว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อเฟดให้ได้ แม้ว่าปธน.ทรัมป์ ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยก็ตามที
2. นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด: ล่าสุด วอลเลอร์แสดงจุดยืนให้เฟดปรับเปลี่ยนการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยไปเป็นคงดอกเบี้ย และเปิดโอกาสให้เฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยได้หากเงินเฟ้อไม่ลดลง
3. นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก: ล่าสุด วิลเลียมส์ได้ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไปอย่างมาก” และเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าสำหรับภารกิจของเฟดเมื่อเทียบกับตลาดแรงงานที่ยังมั่นคง และพร้อมย้ำจุดยืนว่าจะดำเนินนโยบายตอบโต้ทันทีหากเงินเฟ้อฝังลึกและสูงกว่ากรอบคาดการณ์
มุมมองของตลาด ผ่านการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมานี้ สหรัฐฯ มีการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่า นักลงทุนมองแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย / เงินเฟ้อในระยะสั้นอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่มีความหนืด (Sticky Inflation) หลังจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่แม้จะลดระดับความรุนแรงลงได้ แต่ทว่าเงินเฟ้อยังฝังลึก ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการประมูลย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด จะพบสัญญาณการปรับตัวของตลาดเพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ ดังนี้
1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายสูงสุด (High Yield) – การสร้างฐานใหม่ในระดับสูงเหนือ 4.1%: หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจริง (High Yield) จะพบว่าหลังจากดอกเบี้ยมีการพักตัวลงมาอยู่ที่ 3.812% ในเดือนเม.ย. ดอกเบี้ยได้ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงทะลุเพดานสำคัญมาอยู่ที่ 4.071% ในเดือนพ.ค. และล่าสุดในเดือนมิ.ย. ดอกเบี้ยยังคงทะยานต่อขึ้นไปสร้างฐานใหม่ที่ระดับ 4.189% ซึ่งการขยับขึ้นมาตั้งหลักและไต่ระดับสูงขึ้นเหนือเลข 4% อย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น (Term Premium) เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับลดลงง่ายๆ และความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อในช่วงก่อนยุคนายเควิน วอร์ช
2. สัดส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูลจริง (Bid-to-Cover Ratio) – ยังคงทรงตัว: ในด้านของความต้องการซื้อ หลังจากอุปสงค์ส่วนเกินดีดกลับขึ้นมาอย่างหนาแน่นในเดือนเม.ย. ที่ระดับ 2.65 เท่า ยอดเสนอซื้อก็ยังคงรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคงนิ่งสนิทในเดือนพ.ค. ที่ 2.64 เท่า และล่าสุดในเดือนมิ.ย. ก็ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 2.64 เท่า ซึ่งการที่ยอด Bid-to-Cover Ratio ยังคงตรึงตัวในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องนี้ ไม่ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า ตลาดอาจยังมองว่าผลตอบแทนพันธบัตรมีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ผลตอบแทน ณ ปัจจุบันมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อในอนาคต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Real Yield อาจยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ณ ปัจจุบัน จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อหนืด (Sticky Inflation)
มุมมองของตลาด ผ่าน Real Yield
นอกจากการประมูลพันธบัตร 2 ปีแล้ว หากพิจารณาถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ 5 ปี (5-Year Breakeven Inflation Rate) พบว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2026 – สิ้นเดือน มิ.ย. แนวโน้มเงินเฟ้อได้มีการปรับตัวลง จาก 2.69% เหลือ 2.26% และในช่วงเวลาเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วไป (Bond Yield Nominal) อยู่บริเวณ 4.02% ขึ้นไปเป็น 4.19% ซึ่งหากนำมาหักลบกันแล้ว แนวโน้ม Real Yield ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตัวเลขจะขยับเพิ่มขึ้น จาก 1.33% เป็น 1.93% ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทองคำสูงขึ้น
โดยสรุป ตัวเลข CPI วันอังคารที่ 14 ก.ค. นี้อาจมีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ สอดคล้องกับท่าทีของกรรมการเฟดทั้ง 3 ท่านที่ยังคงมองว่าเงินเฟ้ออาจยังทรงตัวสูง และสัญญาณจากตลาดพันธบัตร 2 ปี ที่อัตราผลตอบแทน (High Yield) พุ่งสูงขึ้น แต่ทว่าสามารถดึงดูดอุปสงค์ (Bid-to-Cover) ให้ฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่ อีกทั้ง Real Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าตลาดยังคงต้องการผลตอบแทนที่แท้จริงในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจบีบให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2026 หลังจากนี้ ทั้งนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ยังไม่ยอมปรับตัวลง ซึ่งสถานการณ์นี้จะกลายเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทองคำ เนื่องจากพันธบัตรกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ทองคำกลับไม่มีดอกเบี้ยเมื่อถือครอง อย่างไรก็ตาม หากตัวเลข CPI ออกมาต่ำลง ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น และอาจส่งผลให้ Bond Yield ในตลาดรองปรับตัวลงได้เช่นกัน
ติดตามการแถลงของนายเควิน วอร์ช
ในวันที่ 14 ก.ค. นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด จะมีกำหนดการกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่วันที่ 15 ก.ค. จะมีการแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา โดยก่อนหน้านี้ วอร์ชได้เน้นย้ำไปแล้วว่า เฟดจะไม่ส่งสัญญาณต่อตลาดล่วงหน้า และจะให้กลไกของตลาดเป็นผู้พิจารณาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจเอง ทั้งนี้ คำพูดของวอร์ชในสัปดาห์นี้ยังคงเป็นที่น่าจับตา เนื่องจากวอร์ชเป็นอีก 1 คนที่เป็นลักษณะสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่เข้มงวดด้านดอกเบี้ย ทำให้ถ้อยแถลงของวอร์ชอาจทำให้ตลาดทองคำผันผวนอย่างฉับพลันในภายหลังได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
– ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
– ยอดค้าปลีกพื้นฐาน เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน และยอดค้าปลีกทั่วไป เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีภาคการผลิตของเฟด สาขาฟิลาเดเฟียเดือน ก.ค.
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน ก.ค.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำยังมีการปรับตัวลงหลังทดสอบแนวต้านที่ 4,210 ดอลลาร์ แต่ทว่ายังสามารถยืนเหนือแนวรับที่ 3,950 ดอลลาร์ ทำให้ในภาพรวม ทองคำยังคงเป็นลักษณะแบบ Falling Wedge Pattern อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความคืบหน้าเชิงบวก และสามารถลดแรงกดดันในการปะทะระหว่างกันได้ในภายหลัง อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น โดยหากทองคำยังคงรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,210 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุแนวต้านแรกได้ มีโอกาสทะลุกรอบ Falling Wedge ทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,330 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง และสงครามยังคงยืดเยื้อ ในขณะที่หากตัวเลข CPI ยังไม่ปรับตัวลง รวมถึงถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ที่อาจกดดันตลาดทองคำในภายหลังได้ทุกเมื่อ ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,950 และ 3,890 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,690 ดอลลาร์ จากแนวรับใหญ่เส้น Trend Line
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 64,000 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,300 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 66,000 บาท และ 66,700 บาท









