Gold Bullish
– เควิน วอร์ช ประธานเฟด ส่งสัญญาณไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย
Gold Bearish
– สหรัฐฯ เตรียมเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI ตลาดคาดการณ์ปรับเพิ่มสูงขึ้น
จับตา! “เควิน วอร์ช” บินตรงมาไทย ขึ้นเวที IMF-World Bank
การกลับมาจัดประชุมอีกครั้งหลังผ่านไป 35 ปี จึงไม่ใช่เพียงโอกาสสำคัญในการต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก แต่ยังเป็นการสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการประชุมและความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ ตลอดจนตอกย้ำความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเอเชียต่อการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลก
การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพบปะของผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่เงินเฟ้อและราคาพลังงานที่ผันผวน ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน ไปจนถึงสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตามอง คือการปรากฏตัวของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นับเป็นประธานเฟดคนที่ 2 ที่เดินทางมาประชุม ต่อจาก อลัน กรีนสแปน ในปี 1991 ซึ่งมีกำหนดขึ้นเวทีสนทนาร่วมกับนางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 10.30–11.00 น. ภายใต้หัวข้อ “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh”
สิ่งที่ตลาดต้องติดตามไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจหรือระดับอัตราดอกเบี้ยเท่านั้น แต่รวมถึงน้ำหนักที่เฟดจะให้กับการควบคุมเงินเฟ้อและการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะถ้อยแถลงหรือสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินอาจส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ กระแสเงินทุนระหว่างประเทศ และทิศทางราคาทองคำได้
นอกจากการหารือของผู้กำหนดนโยบายระดับโลกแล้ว ประเทศไทยยังเป็นเวทีเผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด หรือ World Economic Outlook (WEO) ของ IMF ซึ่งจะนำเสนอประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปี 2569 และ 2570 ซึ่งรายงานฉบับนี้จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายในการประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และภูมิภาคใดมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งด้านการค้า นโยบายการเงิน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ
สหรัฐฯ เตรียมเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI
คืนวันพุธที่ 14 ต.ค. เวลา 19.30 น. สหรัฐฯ เตรียมเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค เดือน ก.ย. หนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดในใช้เพื่อพิจารณานโยบายดอกเบี้ย ซึ่งในรอบนี้นับว่าค่อนข้างสำคัญ ซึ่งตรงกับช่วงที่เฟดเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายมานานกว่า 5 ปีแล้ว ถือว่านานเกินไปและอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบัน จากวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น หนุนให้ราคาต้นทุนสินค้าปรับตัวขึ้น
ตลาดคาดการณ์เงินเฟ้อ CPI จะปรับพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับ 3.6% จากระดับ 3.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งหากวิเคราะห์จากราคาน้ำมันดิบระหว่างเดือน ส.ค. กับ เดือน ก.ย. จะพบว่าเดือน ก.ย. ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดเกือบ 110 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล ก่อนกลับมาปิดตลาดที่ 97.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าเดือน ส.ค. ที่ปิดตลาดเพียง 90.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตัวเลข CPI จะส่งผลกระทบต่อราคาทองอย่างไรบ้าง?
1. หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าที่คาด ราคาทองมีโอกาสเผชิญแรงขาย ตลาดจะเริ่มปรับมุมมองว่าเฟดจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อ โดยอาจเห็นค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเพิ่มความเสี่ยงในตลาดการเงิน ก็อาจมีแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเข้ามาช่วยพยุงราคาได้
2. หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาด ราคาทองคาดมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะเริ่มปรับลดมุมมองการเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟด และมองว่าผลของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. เริ่มส่งผลให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงได้
3. หากตัวเลขออกมาเท่ากับที่คาด ภาพรวมวิเคราะห์ว่าจะส่งผลลบต่อราคาทอง แต่อาจไม่แรงเท่ากับสูงกว่าที่คาด
ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อ PPI จะประกาศในวันพฤหัสบดีที่ 15 ต.ค. เวลา 19.30 น.ตลาดคาดการณ์ปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 0.5% จากระดับ 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ประชุม IMF-World Bank 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม
- สหรัฐฯ เผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI เดือน ก.ย.
- จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ยอดค้าปลีก
- ติดตามแถลงการณ์นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด
แนวโน้มราคาทอง
ภาพรวมราคาทองคำในสัปดาห์นี้ ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) โดยมีแนวต้านสำคัญระยะสั้นที่ 4,220 ดอลลาร์ หากสามารถทะลุผ่านระดับดังกล่าวได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 4,275 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 50 วัน หากราคาผ่านแนวต้านนี้ได้ จะเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ราคาทองคำฟื้นตัวต่อเนื่องในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้าน 4,220 ดอลลาร์ได้ ควรระมัดระวังแรงขายทำกำไรที่อาจกลับมากดดันราคา โดยมีแนวรับสำคัญระยะสั้นอยู่ที่ 4,100–4,120 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ต้องติดตามว่าราคาจะสามารถประคองตัวได้หรือไม่
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยขายปิดทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวขึ้น ใกล้แนวต้านบริเวณ 66,900 – 67,000 บาท และหาจังหวะเข้าซื้อสะสมรอบใหม่เมื่อราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับ 64,500 – 64,700 บาท









