Gold Bullish
– ติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
Gold Bearish
– ติดตามตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ คาดออกมาแข็งแกร่ง
– ติดตามสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน หวั่นปะทุระลอกใหม่
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สหรัฐฯ เผยดัชนี GDP รวมถึงดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป โดยภาพรวม ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และภาวะเงินเฟ้อที่ยังปรับตัวสูง ท่ามกลางราคาน้ำในดิบ Brent และ WTI ที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ติดตามการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
ในวันที่ 3 พ.ย. นี้ สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดระยะเวลาอีก 2 ปีให้หลังของปธน.ทรัมป์ โดยหากอ้างอิงข้อมูลจาก ทีมนักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหารการลงทุนของธนาคารสวิสฯ อย่าง Bergos AG ที่ได้เผยว่า ประชาชนชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ค้างตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งผลสำรวจของ Reuters/Ipsos (สำรวจระหว่าง 30 ก.ย. – 5 ต.ค. 2026) จากประชาชนชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ทั่วประเทศจำนวน 4,506 คน เผยว่า ชาวอเมริกันถึง 78% มองว่านโยบายของปธน.ทรัมป์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น (แบ่งเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต 95%, ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอิสระ 76% และผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน 64%) โดยมีปัจจัยหลักมาจากนโยบายกำแพงภาษี (Tariffs) ของปธน.ทรัมป์และสงครามในตะวันออกกลางกับอิหร่าน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการชิงเก้าอี้สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด 435 ที่นั่ง และวุฒิสภา 35 จาก 100 ที่นั่ง ซึ่งแต่เดิมพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาจากวุฒิสภา 53 ต่อ 47 และสภาผู้แทนฯ 218 ต่อ 214
หากอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์เดิมพันชื่อดังอย่าง Polymarket แสดงให้เห็นว่า มีโอกาสสูงที่พรรคเดโมแครตจะสามารถชนะการเลือกตั้ง สส. และ สว. ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีการปรับตัวลงในระยะแรก เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยการกู้เงินก้อนใหม่จะผลักดันผ่านสภาได้ยากขึ้น อาจเป็นบวกกับทองคำในระยะสั้น แต่ทว่าในระยะยาว ข้อพิพาทเรื่องงบประมาณและการขยายเพดานหนี้ระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส จะกระตุ้นให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และหนุนให้ทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงพันธบัตรในระยะยาว ซึ่งอาจเป็นบวกต่อทองคำในระยะยาวเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ความเป็นอิสระของเฟดจะเริ่มมีความเข้มแข็งขึ้น เนื่องจากวุฒิสภาที่เป็นผู้มีอำนาจลงมติรับรองตำแหน่งคณะกรรมการเฟด ซึ่งหากพรรคเดโมแครตมีเสียงข้างมากในวุฒิสภาจริง อาจทำให้การแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟดของทำเนียบขาว นำโดยปธน.ทรัมป์ ที่แต่เดิมมักจะมีการส่งคนเข้าไปนั่งบอร์ดกรรมการเฟด อย่างเคสกรณีที่ปธน.ทรัมป์ ส่งนายสตีเฟน มิแรน เป็นผู้ว่าการเฟดชั่วคราว ทำได้ยากขึ้น แต่ปัจจัยนี้จะเป็นลบกับทองคำมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังคงต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไป
ติดตามสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน หวั่นปะทุระลอกใหม่
เมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเป็นทางการไปยังชาติพันธมิตรอาหรับในอ่าวเปอร์เซียว่า สหรัฐฯ อาจเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นแต่เข้มข้นรุนแรง (short yet intensive war) ถล่มเป้าหมายเชิงลึกในอิหร่านทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. ผ่านพ้นไปแล้ว โดยการประเมินงบประมาณล่าสุดของเพนตากอนระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการทำสงครามและการสนับสนุนทางทหารในวิกฤตอิหร่านพุ่งทะลุ 47,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว และยังมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มาซูต เปเซซเคียน ปธน.อิหร่าน ได้เดินทางเยือนกรุงมอสโกเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศผู้ส่งออกก๊าซ (GECF) ร่วมกับวลาดิเมียร์ ปูติน ปธน.รัสเซีย และเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ โดยเปเซชเคียนได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีชาติตะวันตกอย่างดุเดือดว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อีกต่อไป พร้อมเดินหน้าจับมือกับรัสเซียเพื่อสร้างระเบียบความมั่นคงและเครือข่ายโลจิสติกส์พลังงานระดับภูมิภาคที่ไม่ถูกควบคุมโดยชาติตะวันตก ทั้งนี้ อิหร่านได้มีการประกาศกร้าวออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า หากสหรัฐฯ – อิสราเอล โจมตีอิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซจะยิ่งตึงเครียดกว่าเดิม ทั้งนี้ นายกอิสราเอล นายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ต่อสายตรงหารือกับปธน.ทรัมป์ เพื่อผลักดันให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกระลอกหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. สิ้นสุดลง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนต้องติดตามต่อไปว่า ในสัปดาห์นี้ สหรัฐฯ – อิสราเอล จะมีการโจมตีอิหร่านภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พ.ย. ผ่านพ้นไปแล้วหรือไม่ เนื่องจากหากเป็นเช่นนั้นจริง อาจทำให้ช่องแคบฮอร์มุซยิ่งเป็นอัมพาตมากกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการกดดันให้เงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟดเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เป็นลบกับทองคำ
ติดตามตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ คาดออกมาแข็งแกร่ง
ในวันที่ 6 พ.ย. สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payroll) และอัตราการว่างงาน ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะประกาศออกมามากกว่าหรือเทียบเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ โดยหากอ้างอิงจากข้อมูลการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดเกี่ยวกับตลาดแรงงาน นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้ยืนยันว่า ภารกิจของเฟดในการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยตัวเลขอัตราการว่างงานปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทรงตัวใกล้ระดับ 4.1% ในขณะที่ตัวเลข Non-Farm ขยายตัวในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2025 อย่างเห็นได้ชัด และการเพิ่มขึ้นของจำนวนงานยังคงขยายตัวตามทันการเติบโตของประชากรวัยแรงงาน นอกจากนี้ ยอดขอรับสวัสดิการว่างงาน (Initial Jobless Claims) แบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ยังคงวิ่งอยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจอยู่ในภาวะการจ้างงานเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ วอร์ชยังได้กล่าวว่า อัตราการเติบโตของ Real GDP ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 (H1 2026) ถูกปรับทบทวนขึ้นจากเดิมที่เคยประเมินไว้ 1.8% ขึ้นมาอยู่ที่ 2.4% และ GDP ไตรมาส 3 มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นยิ่งกว่าครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคธุรกิจมีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งปัจจัยนี้อาจทำให้การจ้างงานมีแนวโน้มขยายตัวเพื่อรองรับภาคธุรกิจที่ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้เกิดความเสี่ยงว่า การจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-Farm Payroll) และอัตราการว่างงานอาจออกมาทรงตัวหรือออกไปในเชิงแสดงถึงความแข็งแกร่งทางตลาดแรงงาน ซึ่งหากตัวเลขประกาศเป็นเช่นนั้นจริงตามที่วอร์ชได้กล่าวไป อาจทำให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดต้องใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้น เช่น การขึ้นดอกเบี้ยที่มากขึ้น หรือแม้กระทั่งการทำ QT เพื่อดูดสภาพคล่องออกจากระบบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะหนุนให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นลบกับทองคำโดยตรง
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนี PMI ภาคการผลิต / ราคาภาคการผลิตจาก ISM เดือน ต.ค.
- จำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครใหม่จาก JOLTS (ล้านตำแหน่ง) เดือน ก.ย.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตรจาก ADP เดือน ต.ค.
- ดุลการค้าสหรัฐฯ เดือน ก.ย.
- ดัชนี PMI ภาคการบริการจาก ISM เดือน ต.ค.
- การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
- จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ต.ค.
- การจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน ต.ค.
- อัตราการว่างงาน เดือน ต.ค.
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยม.มิชิแกน เดือน พ.ย.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำในภาพรวมเริ่มเข้าสู่ขาลงทั้งภาพใหญ่และภาพระยะสั้น หลังจากที่ราคาทองคำมีการปรับตัวลงหลุดทุกแนวรับอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ากราฟราย 1 วัน ได้มีสัญญาณแรงเทขายที่สูงเกินไป (Oversold) ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้อาจมีการฟื้นตัวขึ้นระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในช่วงวันที่ 3 พ.ย. พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในสภา สส.และ สว. ได้สำเร็จตามที่มีการคาดการณ์ และกระทบไปถึงความกังวลของนักลงทุนในกรณีที่สภาอาจมีการผ่านงบประมาณยากลำบากขึ้นจนเสี่ยงการเกิดภาวะชัดดาวน์ทางการเมืองในอนาคต อาจหนุนให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 3,960 และ 4,000 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากปัจจัยสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน มีแนวโน้มขยายวงกว้างตามที่ปธน.ทรัมป์ได้ขู่โจมตีอิหร่านหลังวันที่ 3 พ.ย. จริง จนหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้นทำ New High ในขณะที่ความเสี่ยงตัวเลขการจ้างงาน / ว่างงานออกมาแสดงถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จริงตามที่นายเควิน วอร์ช ได้กล่าวไปในการประชุม FOMC ก่อนหน้านี้ อาจกดดันให้ราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,850 และ 3,800 ดอลลาร์ เป็นลำดับถัดไป
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 61,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 61,100 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 62,900 บาท และ 63,350 บาท









