โดยคุณศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา, IAA เลขทะเบียน 18145
ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด
ราคาทองคำในเดือนตุลาคมปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ราคาทองโลกปรับลดลงหลุด 4,000 ดอลลาร์ และหลุด 3,945 ดอลลาร์ที่เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ ทำให้มีแรงเทขายอย่างหนักในวันสุดท้ายของเดือน ปิดที่ 3,875 ดอลลาร์ ให้ผลตอบแทนติดลบ 6.8% ทองไทยปิดที่ 62,200 บาท ให้ผลตอบแทนติดลบ 6.5% ความกังวลเรื่องสงครามสหรัฐฯ และอิหร่านอาจจะกลับมารุนแรงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อปะทุขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะ 117 ดอลลาร์ ใกล้กับจุดสูงสุดในช่วงเกิดสงครามอิหร่าน แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ยังไม่จบ ถึงแม้ว่าการประชุม Fed ในวันที่ 27-28 ตุลาคมมีมติตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม 3.75%–4.00% ตามที่ตลาดคาด แต่คาดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยปีหน้าต้องรอความชัดเจนในการประชุมเดือนธันวาคม ประกอบกับปัจจัยทางเทคนิคเป็นขาลงทั้งระยะสั้นและระยะยาว หลังราคาทองคำปรับตัวลงแรงทำจุดต่ำสุดใหม่
ลุ้นทองคำเดือนพฤศจิกายนรีบาวด์
แนวโน้มราคาทองคำเดือนพฤศจิกายนคาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นและกลับมาให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ หลังจากที่ราคาทองคำลงไปแตะ 3,870 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นแนวรับของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วันของรายสัปดาห์ และเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา ปัจจัยพื้นฐานที่เข้ามาสนับสนุนคือผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ และแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง ทองคำมีแนวรับที่ 3,870 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไปที่ 3,800 ดอลลาร์ ส่วนแนวต้านสำคัญ 4,200-4,225 ดอลลาร์ ถ้าสามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้จะเกิดสัญญาณซื้อในระยะสั้นและคาดราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ทองคำบวก พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตชนะและสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนเกิดภาวะ Government Gridlock หรือภาวะที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจทางการเมืองแตกต่างกัน คาดว่าจะส่งผลบวกต่อราคาทองคำ ทำให้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายในช่วงวาระ 2 ปีสุดท้ายของทรัมป์ 2.0 สูงขึ้น
1. นโยบายการคลัง การผลักดันมาตรกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐทำได้ยากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีโอกาสเกิดความขัดแย้งในการในการอนุมัติงบประมาณ การเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ
2. การจัดสรรงบประมาณสงคราม การควบคุมสภาของเดโมแครตอาจจำกัดงบประมาณสนับสนุนสงคราม และเพิ่มแรงกดดันให้เกิดการลดระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานและคาดการณ์เงินเฟ้อลดลง ส่งผลให้ Bond Yield ของสหรัฐฯ ลดลง และดอลลาร์อ่อนค่าลง เป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำ แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามท่าทีของทรัมป์ต่อสงครามอิหร่าน หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ามีข่าวว่าจะกลับมาเจรจาสันติภาพกันระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านอีกครั้ง ผ่านประเทศตัวกลางกาตาร์ก็ตาม แต่ตอนนี้ข้อตกลงทั้งสองฝ่ายคาดว่ายังห่างไกลกัน ทำให้ราคาทองคำยังอาจมีความผันผวนสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ
3. การลงทุนด้าน AI อาจทำให้การสนับสนุนธุรกิจ AI ลดลง หรือมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน AI อาจซ้ำเติมแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเทคและลดความเชื่อมั่นในการลงทุน หากราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรง อาจเกิดผลกระทบให้การลงทุนและการบริโภคลดลง มีผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ซึ่งคาดมีแนวโน้มเป็นบวกต่อราคาทองคำ
ธนาคารกลางกลับมาเป็นพระเอกของทองคำในปีนี้
ปีนี้แนวโน้มการเข้าซื้อทองคำจากธนาคารกลางรายไตรมาสเพิ่มขึ้น ในไตรมาส 3 มีแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง 321 ตัน เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว เป็นไตรมาสที่ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำสูงสุดของปีนี้ และสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2023 โดยเป็นแรงซื้อจากธนาคารกลางจีน 63 ตัน และธนาคารกลางโปแลนด์ 40 ตัน
ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้มีแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง 675 ตัน เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับปีที่แล้ว ในกรณีที่ธนาคารกลางยังคงเข้าซื้อทองคำไตรมาส 4 ใกล้เคียงกับการเข้าซื้อทองคำเฉลี่ย 5 ไตรมาสที่ผ่านมาราว 227 ตัน ทำให้ในปีนี้ธนาคารกลางอาจเข้าซื้อทองคำแตะ 1 พันตัน ทั้งนี้สภาทองคำโลกคาดการณ์ว่าปีนี้ธนาคารกลางจะเข้าซื้อทองคำไม่ต่ำกว่าปี 2025 ที่ 848 ตัน สะท้อนถึงกระแสการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางต่อเนื่องในระยะยาว เป็นแรงซื้อหลักที่สำคัญและหนุนราคาทองคำได้ในช่วงที่ราคาทองคำปรับลงแรง ถึงแม้ว่าจะเห็นแรงเทขายทองแท่งในไตรมาส 3 จากนักลงทุนรายย่อยก็ตาม









