กระแสการกู้เงินครั้งใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มที่ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อบรรดานักลงทุนเริ่มหันไปปล่อยกู้ให้ภาคเอกชนมากขึ้น และบางส่วนถึงขั้นให้น้ำหนักมากกว่าการถือครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งแนวโน้มนี้ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐสูงขึ้น และท้ายที่สุดก็สะท้อนมาถึงประชาชนทั่วไป
ในภาพรวม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ และโดยเฉพาะภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ยังเห็นต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นในประเทศกลุ่ม G7 อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน
ล่าสุด มีรายงานว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการแทรกแซงตลาดพันธบัตรในระดับที่ใหญ่ขึ้น ขณะที่ความพยายามก่อนหน้านี้ของรัฐบาลกลับถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดยสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์ นักลงทุนชื่อดัง ซึ่งเคยทำงานร่วมกับรัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ในกองทุนของจอร์จ โซรอส ได้ออกมาเขียนบทความแสดงความเห็นใน Wall Street Journal วิจารณ์ว่าการแทรกแซงดังกล่าวเป็นการรบกวนกลไกตลาดที่ควรทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางประเด็นร้อนเหล่านี้ บทบาทของกระแส AI ที่เข้ามาแย่งสภาพคล่องจากตลาดพันธบัตรกลับอาจถูกมองข้ามไป
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีมักเป็นกลุ่มที่มีเงินสดล้นมือและแทบไม่จำเป็นต้องกู้ยืม แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Google, Meta และ Microsoft ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทพลังงานและผู้ผลิตชิปก็อยู่ในช่วงเร่งลงทุนเช่นกัน ส่งผลให้หลายภาคส่วนหันเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้เพื่อระดมทุน โดยมีข้อมูลว่าบางบริษัทอย่าง Microsoft ยังมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ
ตัวเลขสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน โดยมูลค่าการออกหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดีในสหรัฐฯ (Investment-grade) แตะระดับประมาณ 1.36 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้นราว 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มที่จะทำสถิติสูงสุดใหม่ แซงหน้าระดับ 1.85 ล้านล้านดอลลาร์ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตปี 2020
ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติภาคเอกชนได้ลงทุนสุทธิในหุ้นกู้บริษัทสหรัฐฯ ราว 390,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ประมาณ 329,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศ เช่น ธนาคารกลางหรือกระทรวงการคลังของประเทศต่าง ๆ กลับมีแนวโน้มลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลง ทำให้ภาระในการรับซื้อพันธบัตรตกไปอยู่กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์มากขึ้น
โดยปกติแล้ว การเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคเอกชนควรทำให้อัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้เอกชนสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบนี้กลับแตกต่างออกไป เพราะต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล ในทางกลับกัน กลายเป็นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นแทน สะท้อนว่าตลาดกำลังปรับสมดุลผ่านการดันยีลด์ของรัฐบาลขึ้นมากกว่า
ปรากฏการณ์นี้ถูกอธิบายว่าเป็น “Crowding Out” หรือการแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน แม้โดยนิยามดั้งเดิมจะใช้เรียกกรณีที่รัฐบาลกู้เงินมากจนไปเบียดภาคเอกชน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันกลับเป็นภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม AI ที่เข้ามาแข่งขันกับรัฐบาลโดยตรงในการดึงดูดเงินทุน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น นักวิเคราะห์จาก MissionSquare Investments ชี้ว่าปริมาณหุ้นกู้เอกชนที่ออกมาจำนวนมากกำลังแข่งขันกับพันธบัตรระยะยาวอย่างชัดเจน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก Nuveen มองว่าความต้องการเงินทุนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกกำลังผลักดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นในทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าไม่น่าจะเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนออกจากพันธบัตรรัฐบาลไปสู่หุ้นกู้เอกชนอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากตลาดหุ้นกู้เอกชนยังมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะรองรับเม็ดเงินจำนวนมหาศาล อีกทั้งนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ยังมีข้อจำกัดด้านความเสี่ยงในการลงทุน
หากมองย้อนกลับไป กระแสการลงทุนใน AI มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับยุคที่เงินทุนหลั่งไหลเข้าสู่การสร้างทางรถไฟในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งในเวลานั้นนักลงทุนก็แห่ซื้อพันธบัตรเพื่อเข้าร่วมโอกาสครั้งใหญ่เช่นกัน แต่ความแตกต่างสำคัญคือ ในอดีต รัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในช่วงลดการกู้ยืมหลังสงครามกลางเมือง ขณะที่ในปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอกชนกลับกำลังเพิ่มการกู้ยืมไปพร้อมกัน ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันแย่งชิงเงินทุนในตลาดรุนแรงมากขึ้น
ที่มา : AXIOS









