สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เตรียมกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในวันศุกร์ ตามเวลาสหรัฐฯ ในการประชุมประจำปีของ Fed ที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดของตลาดการเงินว่า ประธานเฟดจะส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินและเงื่อนไขที่อาจทำให้เฟดปรับอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้าหรือไม่
การประชุม Jackson Hole ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Financial Innovation: Implications for Payments and Policy” หรือ “นวัตกรรมทางการเงิน: ผลกระทบต่อระบบการชำระเงินและนโยบาย” โดยที่ผ่านมา ประธานเฟดหลายคนใช้เวทีนี้ในการสื่อสารกรอบนโยบายสำคัญ รวมถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต แม้เนื้อหาดังกล่าวอาจอยู่นอกเหนือหัวข้อหลักของการประชุมก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงว่า วอร์ชจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายการเงินมากเพียงใด เนื่องจากนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานเฟดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาใช้แนวทางการสื่อสารที่แตกต่างจากประธานเฟดในช่วงก่อนหน้า โดยให้น้ำหนักกับสัญญาณจากตลาดมากกว่าการพยายามชี้นำตลาดผ่านถ้อยแถลงของเฟด
ลุค ทิลลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ M&T Bank และ Wilmington Trust Investment Advisors ระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าวอร์ชจะกล่าวอะไร โดยเขาคาดว่า ประธานเฟดอาจกล่าวถึงภาพรวมการทำงานของคณะทำงานต่าง ๆ และแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของเฟดมากกว่าการลงรายละเอียดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มนโยบายการเงิน
วอร์ชได้จัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อทบทวนภารกิจของเฟดจากหลักการพื้นฐาน หรือ “First Principles” ครอบคลุมตั้งแต่วิธีที่ผู้กำหนดนโยบายประเมินเงินเฟ้อ การบริหารงบดุลของเฟดข้อมูลเศรษฐกิจที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ ประเด็นด้านเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางการสื่อสารของธนาคารกลาง
ในด้านการสื่อสาร วอร์ชเลือกใช้แนวทางที่แตกต่างจากประธานเฟดในช่วงที่ผ่านมา โดยแทนที่จะส่งสัญญาณล่วงหน้าอย่างระมัดระวังเพื่อชี้นำความคาดหวังของตลาด เขากลับให้นักลงทุนตีความข้อมูลเศรษฐกิจและสะท้อนมุมมองผ่านการเคลื่อนไหวของตลาด ก่อนที่เฟดจะนำสัญญาณเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาอีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลาย และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาด หากนักลงทุนไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่า เฟดจะตอบสนองอย่างไรเมื่อภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง
ทิลลีย์ระบุว่า ตลาดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมุมมองของวอร์ชว่า เงินเฟ้อเกิดขึ้นได้อย่างไร และนโยบายการเงินส่งผลต่อเงินเฟ้อผ่านช่องทางใด รวมถึงต้องใช้เวลานานเพียงใดกว่าผลของนโยบายจะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจ
ความสำคัญของสุนทรพจน์ครั้งนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield) ปรับตัวสูงขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ตลาดการเงินกำลังจับตา
โจเซฟ บรูซูเอลาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RSM มองว่า Jackson Hole ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการประชุมนโยบายการเงินที่ผิดปกติมากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากความผิดพลาดด้านการสื่อสารในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งของวอร์ช ทำให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังต่อสุนทรพจน์ครั้งนี้สูงกว่าที่เฟดอาจต้องการ
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น หลังสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า กระทรวงการคลังจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Treasury Buyback สำหรับพันธบัตรรุ่นเก่าที่ออกไปแล้ว หรือ Off-the-run Treasuries
โดยปกติกระทรวงการคลังซื้อคืนพันธบัตรประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการรายสัปดาห์ แต่จะเพิ่มขนาดการซื้อคืนเป็น อย่างน้อยสองเท่า เมื่อการดำเนินการรอบใหม่เริ่มขึ้นในวันที่ 9 กันยายน
แม้ว่าวงเงินดังกล่าวจะถือว่าค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่การเคลื่อนไหวของกระทรวงการคลังก็อาจทำให้วอร์ชตกอยู่ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากการเข้ามามีบทบาทในตลาดของหน่วยงานด้านการคลังและการเงินอาจดูขัดแย้งกับแนวทางที่วอร์ชแสดงออกมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
บรูซูเอลาสมองว่า การดำเนินการของกระทรวงการคลังทำให้วอร์ชเผชิญแรงกดดันมากขึ้น และทำให้ประธานเฟดอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจได้ยาก
อีกหนึ่งเสียงวิจารณ์สำคัญต่อวอร์ชคือ นอกจากเขาจะหลีกเลี่ยงการให้ Forward Guidance หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายแล้ว เขายังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนถึง “Reaction Function” หรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่จะทำให้เฟดตัดสินใจปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย
หากวอร์ชยังไม่สามารถให้ความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวบนเวที Jackson Hole ครั้งนี้ อาจนำไปสู่ความเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญในตลาดพันธบัตร
มาร์ก คาบานา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ Bank of America ระบุว่า เขาคาดว่าวอร์ชจะส่งสัญญาณว่า Fed พร้อมกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน หากวอร์ชใช้สุนทรพจน์กล่าวถึงเพียงประเด็นเชิงโครงสร้างในระยะยาว เช่น ผลิตภาพหรือโครงสร้างประชากร โดยไม่ได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน ตลาดอาจตีความท่าทีดังกล่าวว่าเป็น Dovish หรือเอนเอียงไปในทางผ่อนคลายนโยบายการเงิน
คาบานาประเมินว่า หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว อาจนำไปสู่แรงขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาว และผลักดัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีขึ้นแตะ 5.5% หรือสูงกว่า เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์จากระดับปัจจุบัน และอาจเป็นระดับสูงสุดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21
ด้วยเหตุนี้ ความชัดเจนในการสื่อสารจึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับวอร์ชในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธาน Fed
บรูซูเอลาสระบุว่า ครั้งนี้วอร์ชอาจไม่สามารถใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือเหมือนที่ผ่านมาได้อีก และจำเป็นต้องอธิบายให้ตลาดเข้าใจอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นว่า เขามองเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของเฟดอย่างไร
อ้างอิง : cnbc.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








