Gold Bullish
– เฟดมองครึ่งปีหลังเงินเฟ้อลดลง ลุ้นนโยบายผ่อนคลาย
– อิหร่านส่งสัญญาณเจรจากับสหรัฐฯ
Gold Bearish
– ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
– ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 29-30 ก.ค.
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่สหรัฐฯ – อิหร่าน ได้เริ่มแสดงท่าทีในการเปิดช่องทางการเจรจาระหว่างกัน แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงภาวะสงครามระหว่างกัน ในขณะที่ Fed Watch Tools ของ CME Group ได้คาดการณ์ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ค. อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
อิหร่านส่งสัญญาณเจรจากับสหรัฐฯ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยว่า ประเทศที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาสันติภาพ ซึ่งทางนายเอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านส่งสัญญาณเปิดช่องทางเจรจาเช่นกัน โดยตนกล่าวในวันเดียวกันว่า การเจรจากับสหรัฐฯ สามารถดำเนินต่อไปได้ หากเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติ พร้อมกับย้ำว่า การทูตเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ เช่นเดียวกับการใช้ปฏิบัติการทางทหาร ในขณะที่นายมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการบรรลุข้อตกลงทางการทูตอย่างยิ่ง และต้องการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านหากเป็นไปได้ โดยให้อิหร่านประกาศว่าจะไม่สนับสนุนการก่อการร้ายอีกต่อไป และจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองกำลังทหารของสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และยังไม่ได้มีความสนใจที่จะจัดหารือกับอิหร่าน เว้นแต่ว่าอิหร่านมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมการเจรจาที่มี ความหมายอย่างแท้จริง ในขณะที่ปธน.ทรัมป์ ได้ขู่ว่า หากกลุ่มฮูตียังโจมตีเรือในทะเลแดงบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบต่อไป สหรัฐฯ จะถือว่าอิหร่านต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังต้องติดตามต่อไปว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน จะมีแนวโน้มเกิดขึ้นในเร็วๆนี้หรือไม่ หากอิหร่านยอมเจรจาอย่างแท้จริงและฝ่ายสหรัฐฯ ยินดีเข้าสู่กระบวนการเจรจา อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น แต่หากไปในทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลงได้เช่นกัน
ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 29-30 ก.ค.
ในคืนวันพุธที่ 29 ก.ค. นี้ เฟดจะมีครบกำหนดการประชุม FOMC โดยตลาดคาดการณ์ว่า เฟดอาจมีการคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% โดยหากอ้างอิงจากประชุมก่อนหน้านี้ เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น และคณะกรรมการได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายการจ้างงานสูงสุดและการรักษาเสถียรภาพด้านเงินเฟ้อเอาไว้ที่ 2% โดยสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายอย่างยืดเยื้อ มาจากการผลักภาระต้นทุนจากการขึ้นภาษีศุลกากรในอดีตของปธน.ทรัมป์ และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงอุปสงค์ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลงทุนด้าน AI ทั้งนี้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เทียบรายปีได้ปรับตัวขึ้นสูงถึง 4.1% ในเดือน พ.ค. ในขณะที่รายงานจาก Economic projections ได้คาดการณ์ว่า PCE ในปี 2026 และ 2027 จะอยู่ที่ระดับ 3.6% และ 2.3% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดประเมินว่า เงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ตามราคาน้ำมันขายปลีกที่คาดว่าจะลดลง และจะทยอยปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนแตะระดับเป้าหมายที่ 2% ในปี 2028 เมื่อการเข้ามาของ AI ได้ช่วยให้กำลังการผลิตสินค้าและบริการมีราคาที่ถูกลงในอนาคต ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง การคงอัตราดอกเบี้ยหรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นสิ่งที่เหมาะสมตามสถานการณ์ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อในฝั่งของ CPI เดือน มิ.ย. เทียบรายปี ได้มีการปรับตัวลงสู่ระดับ 3.5% จากเดือน พ.ค. ที่ 4.2% ซึ่งอาจมีแนวโน้มให้ตัว PCE มีการปรับตัวลงในอนาคตตามมาด้วยได้เช่นกัน
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สรุปได้ว่า ในระยะสั้น เฟดมีแนวโน้มสูงที่จะมีความเข้มงวดเรื่องอัตราดอกเบี้ย จากการที่ดัชนี PCE ยังมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมาย ซึ่งอาจส่งผลลบต่อทองคำ แต่ในระยะยาว เงินเฟ้อมีแนวโน้มควบคุมให้เป็นไปตามเป้าหมายของเฟดได้ จากการเข้ามาของ AI ที่ช่วยทำให้ราคาสินค้าและบริการถูกลง และอาจตามมาด้วยการลดดอกเบี้ยในภายหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะยาว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงต้องฟังถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ในคืนวันพุธที่ 29 ก.ค. ว่าจะมีมุมมองต่อทิศทางเงินเฟ้อและตลาดแรงงานอย่างไรในอนาคต เนื่องจากวอร์ชได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า ทำให้การประชุม FOMC ครั้งนี้ยิ่งต้องจับตาว่า ตลาดจะมีการ Price In ปัจจัยใหม่ๆ อะไรบ้าง
ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
ในวันที่ 27 ก.ค. (28 ก.ค. เวลาไทย) สหรัฐฯ จะมีการเผยผลการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองแนวโน้มทิศทางอัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในระยะสั้นอย่างไร ซึ่งหากเราย้อนดูประวัติการประมูลพันธบัตร 3 เดือนล่าสุด (เม.ย. – มิ.ย. 2026) จะเห็นสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ดังนี้
1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องยอมจ่ายสูงสุด (High Yield) พุ่งสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง
- เดือน เม.ย. 2026: ดอกเบี้ยพักตัวลงมาอยู่ที่ 3.812%
- เดือน พ.ค. 2026: ดอกเบี้ยดีดกลับขึ้นมาสร้างฐานใหม่เหนือเพดานสำคัญที่ระดับ 4.071%
- เดือน มิ.ย. 2026: ล่าสุด ดอกเบี้ยพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) แตะระดับ 4.189%
ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จำเป็นต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตร โดยให้อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับที่สามารถชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนของตลาดได้ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงและลดลงยากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
2. ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ยังคงทรงตัว ท่ามกลางดอกเบี้ยสูง:
- เดือน เม.ย. 2026: นักลงทุนเห็นดอกเบี้ยที่น่าดึงดูด ยอดซื้อจึงเข้ามาอย่างหนาแน่นที่ 2.65 เท่า
- เดือน พ.ค. 2026: ยอดซื้อยังคงรักษาเสถียรภาพไว้ได้ดีใกล้เคียงกันที่ระดับ 2.64 เท่า
- เดือน มิ.ย. 2026: ล่าสุด ยอดซื้อยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งที่ 2.64 เท่า
ตัวเลขดังกล่าว สามารถบ่งบอกว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาเพิ่มการเข้าลงทุนด้วยการซื้อพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง เมื่อระดับดอกเบี้ยหน้าตั๋วสูงแตะระดับ 4.189% แต่ทว่าในภาพรวมยังคงทรงตัว เนื่องจากหากตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจมีการลดดอกเบี้ยในเร็วๆนี้ ความต้องการซื้อพันธบัตรของตลาด ควรที่จะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากกว่านี้
3. สภาวะอุปสงค์จริงและการหมุนเวียนสภาพคล่องหลังบ้าน:
หากเจาะลึกโครงสร้างอุปสงค์การจัดสรรเม็ดเงินจริงในแต่ละกลุ่ม จะสะท้อนมุมมองการปรับพอร์ตของสถาบันการเงินต่อภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้อย่างชัดเจน ดังนี้
- เดือน เม.ย. 2026 ฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ: เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่คุ้มค่า กลุ่มสถาบันในประเทศ (Direct Bidder) ได้มีการเข้าซื้ออย่างหนาแน่นที่ 2.163 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหลัก (Primary Dealer) แบกของเหลือเพียง 8.110 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น
- เดือน พ.ค. 2026 (ทรงตัวรับดอกเบี้ยทะลุ 4%): กลุ่มสถาบันในประเทศเริ่มชะลอการซื้อลงเล็กน้อย โดยอยู่ที่ระดับ 2.056 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) รักษาระดับการแบกรับอุปทานเข้าพอร์ตไว้ได้ที่ 8.423 พันล้านดอลลาร์
- เดือน มิ.ย. 2026 (สถาบันในประเทศเข้าซื้ออีกครั้ง): ล่าสุด กลุ่มสถาบันในประเทศกระโดดเข้ามาไล่ซื้อพันธบัตรหนักขึ้นไปถึง 2.334 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) ลดภาระการเข้าซื้อเพื่ออุ้มอุปทานส่วนเกิน โดยกวาดซื้อพันธบัตรลดลงเหลือเพียง 6.966 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น สะท้อนว่าความต้องการลงทุนจากผู้เข้าประมูลโดยตรงยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ในช่วงเดือน เม.ย. – มิ.ย. กระทรวงการคลังต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อพันธบัตร ในขณะที่ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ยังคงทรงตัว ทั้งนี้ หากวันที่ 27 ก.ค. (28 ก.ค. เวลาไทย) มีการประกาศยอดผลการประมูลออกมาแล้วรัฐบาลยังคงต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นกว่าตลาดรอง, มีความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) อ่อนแอลง หรือกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ (Primary Dealer) ต้องเข้ามาช้อนซื้ออุปทานส่วนเกินมากขึ้น อาจบีบให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ในตลาดรองพุ่งสูงขึ้นต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำโดยตรง เนื่องจากการถือพันธบัตรที่ปลอดภัยและได้ดอกเบี้ยสูง มีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ที่คุ้มกว่าการถือทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย แต่หากบทสรุปที่กล่าวไป กลับเป็นไปทิศทางตรงกันข้าม ก็อาจหนุนให้บอนด์ยีลด์ในตลาดรองปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือน ก.ค. และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน ก.ค.
– การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC)
– การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)
– จีดีพีไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งที่1 ) q/q และ ดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งที่ 1) q/q
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน มิ.ย.
– การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำมีการปรับตัวลงหลังทดสอบแนวต้านบริเวน 4,105 และ 4,160 ดอลลาร์ ทำให้ในภาพรวม ทองคำยังคงไม่สามารถ Break Out ทะลุกรอบ Falling Wedge Pattern ขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามมีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเปิดโอกาสในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน สามารถทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อีกครั้ง ในขณะที่ตลาดบางส่วนเริ่มมีมมุมองว่าเงินเฟ้ออาจปรับตัวลงในเร็วๆนี้ อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ อาจปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น โดยหากทองคำรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านเดิมที่ 4,105 และ 4,160 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุแนวต้านดังกล่าวได้ อาจมีการทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,300 ดอลลาร์ ตามบริเวนเส้น 0.786 ของ Fibonacci
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง จากภาวะสงครามยังคงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปจนถึงช่องแคบบับ เอล-มันเดบ และการประชุม FOMC ที่นายเควิน วอร์ชยังมีแนวโน้มเข้มงวดดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ที่ยังคงแสดงให้เห็นถึงภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ยังไม่ผ่านจุดพีค ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,940 และ 3,840 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,680 ดอลลาร์ จากแนวรับใหญ่เส้น Trend Line
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 63,150 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 62,300 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 65,500 บาท และ 66,200 บาท









