Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

ฮอร์มุซยังปั่นป่วน จับตาเงินเฟ้อ CPI ผนวกถ้อยแถลงนายเควิน วอร์ช ชี้ชะตาทองคำ

13 กรกฎาคม 2569|09:47 น.

Gold Bullish

  • สหรัฐฯ ยังคงเปิดกว้างต่อการเจรจารอบใหม่

Gold Bearish

  • จับตาความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซรอบใหม่
  • ติดตามตัวเลข CPI เดือน มิ.ย. วันอังคารนี้
  • ติดตามการแถลงของนายเควิน วอร์ช

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่เฟดเผยบทสรุปการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย. เผยว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเอนเอียงไปทางขาขึ้น และจาก dot plot เฟดอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ก่อนจะปรับลดลงในปีต่อ ๆ ไป ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวสูงขึ้น หลังสหรัฐฯ ได้มีการโจมตีอิหร่านอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

จับตาความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซรอบใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กองกำลังสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเรือพลเรือนและเรือพาณิชย์ที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรี เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านได้มีการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ด้านกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และจนกว่าสหรัฐฯ จะหยุดแทรกแซงภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกับเตือนว่าหากผู้ใดรุกรานอิหร่านจะถูกตอบโต้อย่างรุนแรง ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ เริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่า การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านอาจไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านต้องแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเสียก่อน จึงจะสามารถเดินหน้าการเจรจาในด้านอื่นๆต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านได้มีแนวโน้มติดต่อทางฝั่งสหรัฐฯ เพื่อกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง โดยปธน.ทรัมป์ได้กล่าวอ้างว่าอิหร่านต้องการเจรจากับสหรัฐฯ เนื่องจากอิหร่านเพลี่ยงพล้ำและแทบไม่เหลือขีดความสามารถทางทหารแล้ว ซึ่งทางปธน.ทรัมป์ยังคงเปิดกว้างต่อการเจรจาต่อไป ในระหว่างที่สงครามกำลังดำเนินอยู่

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทำให้ตลาดต้องจับตาต่อไปว่า ช่องแคบฮอร์มุซมีโอกาสที่จะเปิดทำการอีกครั้งหรือไม่ หากสถานการณ์ของสงครามเกิดบานปลาย อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจหนุนให้เฟดคง / ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่หากทั้ง 2 ประเทศกลับมาเจรจากันได้อีกครั้ง ทองคำอาจปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน

ติดตามตัวเลข CPI เดือน มิ.ย. วันอังคารนี้

ในวันที่ 14 ก.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ประจำเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นตัวเลขชี้เป็นชี้ตายของตลาด ท่ามกลางความกังวลของคณะกรรมการเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2026 ที่ยังคงมีความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจยังสูงกว่าที่เฟดคาดการณ์ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ฝังรากลึกไปเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ตัวเลข CPI ที่จะมีการประกาศนี้อาจออกมาทรงตัวหรือสูงกว่ากว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง ผ่านมุมมองสำคัญทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่

มุมมองของกรรมการเฟด

1. นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด: นายเควินวอร์ช ได้เน้นย้ำประเด็นเงินเฟ้อไว้ตั้งแต่การประชุม FOMC และงานสัมมนา ECB forum เอาไว้แล้วว่า เฟดต้องมีความจริงจังในการผลักดันเงินเฟ้อ PCE ให้ปรับตัวลงสู่ 2% ให้ได้ตามเป้าหมาย หลังจากที่เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงกว่าเป้าหมายมาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปีแล้ว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อเฟดให้ได้ แม้ว่าปธน.ทรัมป์ ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยก็ตามที

2. นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด: ล่าสุด วอลเลอร์แสดงจุดยืนให้เฟดปรับเปลี่ยนการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยไปเป็นคงดอกเบี้ย และเปิดโอกาสให้เฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยได้หากเงินเฟ้อไม่ลดลง

3. นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดนิวยอร์ก: ล่าสุด วิลเลียมส์ได้ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไปอย่างมาก” และเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าสำหรับภารกิจของเฟดเมื่อเทียบกับตลาดแรงงานที่ยังมั่นคง และพร้อมย้ำจุดยืนว่าจะดำเนินนโยบายตอบโต้ทันทีหากเงินเฟ้อฝังลึกและสูงกว่ากรอบคาดการณ์

มุมมองของตลาด ผ่านการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมานี้ สหรัฐฯ มีการประมูลพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดว่า นักลงทุนมองแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย / เงินเฟ้อในระยะสั้นอย่างไร โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่มีความหนืด (Sticky Inflation) หลังจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่แม้จะลดระดับความรุนแรงลงได้ แต่ทว่าเงินเฟ้อยังฝังลึก ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการประมูลย้อนหลัง 3 เดือนล่าสุด จะพบสัญญาณการปรับตัวของตลาดเพื่อเตรียมรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ ดังนี้

1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายสูงสุด (High Yield) – การสร้างฐานใหม่ในระดับสูงเหนือ 4.1%: หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจริง (High Yield) จะพบว่าหลังจากดอกเบี้ยมีการพักตัวลงมาอยู่ที่ 3.812% ในเดือนเม.ย. ดอกเบี้ยได้ดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรงทะลุเพดานสำคัญมาอยู่ที่ 4.071% ในเดือนพ.ค. และล่าสุดในเดือนมิ.ย. ดอกเบี้ยยังคงทะยานต่อขึ้นไปสร้างฐานใหม่ที่ระดับ 4.189% ซึ่งการขยับขึ้นมาตั้งหลักและไต่ระดับสูงขึ้นเหนือเลข 4% อย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น (Term Premium) เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับลดลงง่ายๆ และความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อในช่วงก่อนยุคนายเควิน วอร์ช

2. สัดส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูลจริง (Bid-to-Cover Ratio) – ยังคงทรงตัว: ในด้านของความต้องการซื้อ หลังจากอุปสงค์ส่วนเกินดีดกลับขึ้นมาอย่างหนาแน่นในเดือนเม.ย. ที่ระดับ 2.65 เท่า ยอดเสนอซื้อก็ยังคงรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคงนิ่งสนิทในเดือนพ.ค. ที่ 2.64 เท่า และล่าสุดในเดือนมิ.ย. ก็ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 2.64 เท่า ซึ่งการที่ยอด Bid-to-Cover Ratio ยังคงตรึงตัวในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องนี้ ไม่ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า ตลาดอาจยังมองว่าผลตอบแทนพันธบัตรมีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้ผลตอบแทน ณ ปัจจุบันมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อในอนาคต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Real Yield อาจยังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ณ ปัจจุบัน จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อหนืด (Sticky Inflation)

มุมมองของตลาด ผ่าน Real Yield

นอกจากการประมูลพันธบัตร 2 ปีแล้ว หากพิจารณาถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ 5 ปี (5-Year Breakeven Inflation Rate) พบว่า ตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ค. 2026 – สิ้นเดือน มิ.ย. แนวโน้มเงินเฟ้อได้มีการปรับตัวลง จาก 2.69% เหลือ 2.26% และในช่วงเวลาเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วไป (Bond Yield Nominal) อยู่บริเวณ 4.02% ขึ้นไปเป็น 4.19% ซึ่งหากนำมาหักลบกันแล้ว แนวโน้ม Real Yield ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตัวเลขจะขยับเพิ่มขึ้น จาก 1.33% เป็น 1.93% ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทองคำสูงขึ้น

โดยสรุป ตัวเลข CPI วันอังคารที่ 14 ก.ค. นี้อาจมีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ สอดคล้องกับท่าทีของกรรมการเฟดทั้ง 3 ท่านที่ยังคงมองว่าเงินเฟ้ออาจยังทรงตัวสูง และสัญญาณจากตลาดพันธบัตร 2 ปี ที่อัตราผลตอบแทน (High Yield) พุ่งสูงขึ้น แต่ทว่าสามารถดึงดูดอุปสงค์ (Bid-to-Cover) ให้ฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่ อีกทั้ง Real Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าตลาดยังคงต้องการผลตอบแทนที่แท้จริงในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจบีบให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ปี 2026 หลังจากนี้ ทั้งนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ยังไม่ยอมปรับตัวลง ซึ่งสถานการณ์นี้จะกลายเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทองคำ เนื่องจากพันธบัตรกลายเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ทองคำกลับไม่มีดอกเบี้ยเมื่อถือครอง อย่างไรก็ตาม หากตัวเลข CPI ออกมาต่ำลง ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น และอาจส่งผลให้ Bond Yield ในตลาดรองปรับตัวลงได้เช่นกัน

ติดตามการแถลงของนายเควิน วอร์ช

ในวันที่ 14 ก.ค. นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด จะมีกำหนดการกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่วันที่ 15 ก.ค. จะมีการแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา โดยก่อนหน้านี้ วอร์ชได้เน้นย้ำไปแล้วว่า เฟดจะไม่ส่งสัญญาณต่อตลาดล่วงหน้า และจะให้กลไกของตลาดเป็นผู้พิจารณาความเป็นจริงทางเศรษฐกิจเอง ทั้งนี้ คำพูดของวอร์ชในสัปดาห์นี้ยังคงเป็นที่น่าจับตา เนื่องจากวอร์ชเป็นอีก 1 คนที่เป็นลักษณะสายเหยี่ยว (Hawkish) ที่เข้มงวดด้านดอกเบี้ย ทำให้ถ้อยแถลงของวอร์ชอาจทำให้ตลาดทองคำผันผวนอย่างฉับพลันในภายหลังได้เช่นกัน

ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้

– ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
– ดัชนีราคาผู้ผลิตพื้นฐาน / ทั่วไป เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
– ยอดค้าปลีกพื้นฐาน เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน และยอดค้าปลีกทั่วไป เดือน มิ.ย. เทียบรายเดือน / รายปี
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีภาคการผลิตของเฟด สาขาฟิลาเดเฟียเดือน ก.ค.
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน ก.ค.

แนวโน้มราคาทอง

เมื่อในสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำยังมีการปรับตัวลงหลังทดสอบแนวต้านที่ 4,210 ดอลลาร์ แต่ทว่ายังสามารถยืนเหนือแนวรับที่ 3,950 ดอลลาร์ ทำให้ในภาพรวม ทองคำยังคงเป็นลักษณะแบบ Falling Wedge Pattern อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้

มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความคืบหน้าเชิงบวก และสามารถลดแรงกดดันในการปะทะระหว่างกันได้ในภายหลัง อาจหนุนให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ / เงินเฟ้อ มีแนวโน้มปรับตัวลงในอนาคต ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น โดยหากทองคำยังคงรับรู้ปัจจัยดังกล่าว มีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,210 ดอลลาร์ ซึ่งหากทะลุแนวต้านแรกได้ มีโอกาสทะลุกรอบ Falling Wedge ทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,330 ดอลลาร์

มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ไม่สามารถเจรจากันได้อย่างลงตัวในภายหลัง และสงครามยังคงยืดเยื้อ ในขณะที่หากตัวเลข CPI ยังไม่ปรับตัวลง รวมถึงถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ที่อาจกดดันตลาดทองคำในภายหลังได้ทุกเมื่อ ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,950 และ 3,890 ดอลลาร์ ทั้งนี้ หากทองโลกหลุดแนวรับทั้งหมดที่ได้กล่าวไปข้างต้น แนวรับถัดไปจะอยู่ที่บริเวณ 3,690 ดอลลาร์ จากแนวรับใหญ่เส้น Trend Line

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 64,000 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,300 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 66,000 บาท และ 66,700 บาท

image 170

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 10

Night Recap Gold Spot 03-08-2569

15:44 น.

 
Cover 1000x670 03

Night Recap Gold Futures 03-08-2569

15:12 น.

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 03-08-2569

08:49 น.

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 03-08-2569

08:33 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า