แนวโน้มราคาทอง
Sideways
- ทองลงขณะน้ำมันดิบพุ่ง หลังสหรัฐฯ – อิสราเอล กำลังพิจารณาโจมตีอิหร่าน แต่ดอลลาร์กลับอ่อนค่า
Gold spot
สูงสุด – 4,146 ดอลลาร์
ต่ำสุด – 4,115 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง
สูงสุด – 65,900 บาท
ต่ำสุด – 65,600 บาท
ภาพรวมความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา
ราคาทองคำมีแนวโน้มย่อตัวลง จากการที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีกครั้ง หลังจากภาวะการพักรบชั่วคราวและการประวิงเวลาของสหรัฐฯ – อิหร่าน กำลังมีความเสี่ยงที่สูงกว่าเดิม เนื่องจากแรงกดดันจากคำขู่ตัดสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตของ IRGC บวกกับการที่เรือพาณิชย์ถูกอิหร่านโจมตีหลายครั้งติดต่อกัน ได้ส่งผลให้กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังอยู่ระหว่างการประเมินทางเลือกเพื่อเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายขีปนาวุธและโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวมีความตึงเครียดไปมากกว่านี้ อาจหนุนให้ตลาดกลับมากังวลภาวะเงินเฟ้อภาคพลังงานและดอกเบี้ยเฟดอีกครั้งจากวิกฤติการปิดช้องแคบฮอร์มุซ เป็นลบกับทองคำ อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงคาดการณ์เกิน 80% ว่าเฟดอาจครึงดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 28 ต.ค. นี้ ในขณะที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังมีแนวโน้มปรับตัวลงอย่างช้าๆ ทำให้สถานการณ์ตลาดทองคำนี้ยังต้องจับตาสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ต่อไปเป็นปัจจัยหลัก
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
คืนนี้เวลา 21.00 น. สหรัฐฯ เผยยอดขายบ้านที่รอการปิดการขายเทียบรายเดือน เดือน ก.ย.
วิเคราะห์ราคาทอง
ราคาทองคำยังคง Sideways โดยยังไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 4,150 ดอลลาร์ กลับขึ้นไปได้ จึงประเมินว่า ทองโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นหลังทดสอบแนวรับที่ 4,100 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองคำหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,080 ดอลลาร์ ทองคำเสี่ยงที่จะกลับตัวเป็นขาลงอีกระลอกได้ในภายหลัง
ราคาทองตลาดโลก
แนวรับ 4,100 และ 4,080 ดอลลาร์
แนวต้าน 4,150 และ 4,180 ดอลลาร์
แนะนำใช้กลยุทธ์ทยอยซื้อสะสมหากราคาลงทดสอบแนวรับที่ 4,100 ดอลลาร์ และหากราคาหลุดแนวรับ 4,080 ดอลลาร์ลงไป แนะนำขายตัดขาดทุน โดยมีเป้าหมายทำกำไร บริเวณแนวต้านที่ 4,150 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง 96.5%
แนวรับ 65,400 และ 65,200 บาท
แนวต้าน 65,900 และ 66,200 บาท
แนะนำทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 65,400 บาท และหากราคาหลุดแนวรับที่ 65,200 บาทลงไปแนะนำขายตัดขาดทุน โดยมีเป้าหมายทำกำไร บริเวณแนวต้านที่ 65,900 บาท











