แนวโน้มราคาทอง
Sideways
- ตะวันออกกลางตึงเครียด หลังซาอุดิอาระเบีย
ยกระดับปฏิบัติการในเยเมน หนุนราคาน้ำมัน
Gold spot
สูงสุด – 4,169 ดอลลาร์
ต่ำสุด – 4,124 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง
สูงสุด – 66,100 บาท
ต่ำสุด – 65,900 บาท
ภาพรวมความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา
สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังซาอุดีอาระเบียยกระดับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ของกลุ่มฮูตีในเยเมน ขณะที่กลุ่มฮูตีประกาศพร้อมตอบโต้ด้วยการโจมตีสนามบิน ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลต่อความเสี่ยงด้านการขนส่งและอุปทานพลังงานในภูมิภาค ความตึงเครียดดังกล่าวผลักดันราคาน้ำมันให้กลับมาปรับตัวสูงขึ้น โดยน้ำมัน Brent พุ่ง 1.17% สู่ 101.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI เพิ่มขึ้น 1.26% สู่ 90.57 ดอลลาร์ แม้อุปทานน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียมีสัญญาณฟื้นตัว สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินรวมถึงราคาทองคำ ขณะที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.50% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นเพิ่มเติมได้อีก หลังเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและเงินรูปีอ่อนค่าลง สะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานส่งผลให้ธนาคารกลางในเอเชียต้องกลับมาให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากขึ้น
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
คืนนี้เวลา 01.00 น. สหรัฐฯ จะมีการเผยรายงานการประชุม FOMC
วิเคราะห์ราคาทอง
ราคาทองโลกยังสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 4,125 ดอลลาร์ และเริ่มฟื้นตัวจากบริเวณดังกล่าว แม้ Upside ในระยะสั้นอาจยังมีจำกัด แต่ยังแนะนำทยอยเข้าสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวลงใกล้แนวรับที่ 4,125 ดอลลาร์
ราคาทองตลาดโลก
แนวรับ 4,115 และ 4,080 ดอลลาร์
แนวต้าน 4,185 และ 4,220 ดอลลาร์
ราคาทองโลกที่ย่อตัวลง อาจสามารถฟื้นตัวขึ้นจากแนวรับสำคัญที่ 4,115 ดอลลาร์ จึงแนะนำทยอยเข้าสะสมจากแนวรับดังกล่าว และตัดขาดทุนหากราคาทะลุแนวรับที่ 4,080 ดอลลาร์ลงไป โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 4,185 ดอลลาร์
ราคาทองคำแท่ง 96.5%
แนวรับ 65,750 และ 65,400 บาท
แนวต้าน 66,400 และ 66,800 บาท
ราคาทองแท่งที่ย่อตัวลง อาจสามารถฟื้นตัวขึ้นจากแนวรับสำคัญที่ 65,750 บาท จึงแนะนำทยอยเข้าสะสมจากแนวรับดังกล่าว และตัดขาดทุนหากราคาทะลุแนวรับที่ 65,400 บาทลงไป โดยมีเป้าหมายทำกำไรที่ 66,400 บาท











