ข่าวสารการลงทุน

K, C หรือ E? นักเศรษฐศาสตร์ถกทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ หลังภาพฟื้นตัวแบบ K-shaped เริ่มถูกท้าทาย

31 สิงหาคม 2569|10:45 น.

จาก K-shaped สู่ C และ E นักเศรษฐศาสตร์-ซีอีโอสหรัฐถกทิศทางเศรษฐกิจ หลังชนชั้นกลางเริ่มฟื้น แต่ค่าครองชีพสูงและหนี้บัตรเครดิตยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำ

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ ผู้บริหารบริษัท และนักการเมืองสหรัฐ กำลังถกเถียงกันว่าเศรษฐกิจอเมริกันในปัจจุบันควรถูกอธิบายด้วยตัวอักษรใด ระหว่าง K, C หรือ E หลังจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจแบบ K-shaped ซึ่งถูกใช้มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การฟื้นตัวจากโควิด-19 เริ่มถูกตั้งคำถามว่าอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ของผู้บริโภคในวันนี้ได้ทั้งหมด

ตลอดช่วงหลังการระบาด นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองเศรษฐกิจสหรัฐในลักษณะ K-shaped economy หรือเศรษฐกิจที่คนแต่ละกลุ่มฟื้นตัวและเติบโตไปคนละทิศทาง เปรียบเสมือนแขนสองด้านของตัวอักษร K โดยครัวเรือนรายได้สูงยังมีฐานะทางการเงินและกำลังซื้อแข็งแกร่ง ขณะที่ผู้มีรายได้น้อยต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและข้อจำกัดทางการเงินมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เริ่มเกิดการถกเถียงว่า K-shaped economy อาจกำลังสิ้นสุดลง และเศรษฐกิจอาจกำลังเปลี่ยนไปสู่รูปแบบ C-shaped หรือแม้แต่ E-shaped economy

Joel Mokyr นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเจ้าของรางวัลโนเบลจาก Northwestern University เรียกการถกเถียงดังกล่าวว่าเป็นเสมือน alphabet soup หรือการนำตัวอักษรหลายตัวมาใช้อธิบายเศรษฐกิจ

การพยายามนิยามเศรษฐกิจด้วยตัวอักษรไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคำศัพท์ เพราะความแตกต่างระหว่างผู้บริโภครายได้สูงและรายได้ต่ำกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทั้งนักการเมือง ผู้กำหนดนโยบายการเงิน และผู้บริหารบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค

ในอดีต การใช้ตัวอักษรอธิบายภาวะเศรษฐกิจ เช่น V-shaped, L-shaped และ W-shaped มักเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจถดถอยหรือช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤต แต่ Don Rissmiller หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Baird Strategas ระบุว่า เป็นเรื่องค่อนข้างผิดปกติที่คำอธิบายลักษณะนี้ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปหลายปีหลังภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง

จาก K สู่ C ชนชั้นกลางและรายได้น้อยกำลังกลับมาหรือไม่?

Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ จุดกระแสถกเถียงเมื่อต้นเดือนสิงหาคม หลังประกาศว่าเศรษฐกิจแบบ K-shaped ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว และกำลังถูกแทนที่ด้วย C-shaped economy ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคที่อยู่ในระดับล่างของโครงสร้างรายได้กำลังมีสถานะดีขึ้น

Bessent อ้างถึงการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย รวมถึงมาตรการลดภาษีในปีนี้ โดยเฉพาะนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างการไม่เก็บภาษีจากรายได้ทิป และการลดหย่อนภาษีสำหรับรายได้จากการทำงานล่วงเวลา ซึ่งเขามองว่าช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่กลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบางที่สุด

Bessent ระบุอย่างชัดเจนว่า เขาเบื่อที่จะได้ยินคำว่า K-shaped economy และเชื่อว่าสามารถกล่าวได้อย่างเด็ดขาดว่าเศรษฐกิจรูปตัว K ได้สิ้นสุดลงแล้ว

มุมมองดังกล่าวไม่ได้มาจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว โดย Christopher Nassetta ซีอีโอของ Hilton Worldwide เปิดเผยกับนักวิเคราะห์ว่า บริษัทกำลังเห็นสัญญาณของเศรษฐกิจแบบ C-shaped อย่างชัดเจน

Nassetta ระบุว่า การที่ช่องว่างระหว่างผู้บริโภคแต่ละกลุ่มเริ่มแคบลงไม่ได้เกิดจากกลุ่มรายได้สูงอ่อนแอลง แต่เป็นเพราะกลุ่มชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับบนเริ่มฟื้นตัว จากเดิมที่มีตัวเลขติดลบ กลับมาเติบโตได้สูงถึง 6% โดยเขามองว่าชนชั้นกลางกำลังกลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยว่าเศรษฐกิจ K-shaped สิ้นสุดลงแล้ว โดย Anthony Chan อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan มองว่า สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านกำลังสร้างความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มดังกล่าว

เหตุผลสำคัญคือครัวเรือนรายได้น้อยต้องใช้สัดส่วนรายได้ไปกับพลังงานมากกว่าครัวเรือนรายได้สูง ทำให้ได้รับผลกระทบหนักกว่าจากราคาน้ำมันเบนซินที่พุ่งขึ้น ขณะที่ความขัดแย้งอาจทำให้เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง

แรงกดดันจากราคาพลังงานจึงอาจหักล้างประโยชน์ที่ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับจากมาตรการของรัฐบาล เช่น การเพิ่มเงินคืนภาษี หรือความพยายามทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

Chan ยอมรับว่าสถานการณ์ของครัวเรือนรายได้น้อยอาจดีขึ้นได้บ้าง แต่ยังไม่มากพอที่จะประกาศว่าเศรษฐกิจแบบ K-shaped ได้หายไปแล้ว

หลายบริษัทชี้ K-shaped ยังมีชีวิตอยู่

ข้อมูลความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว โดย ผลสำรวจของ University of Michigan ระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในปีนี้ โดยความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ

ผู้บริหารบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคหลายแห่งยังมองเห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคแบบ K-shaped เช่นกัน

Shane Grant ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการในภูมิภาคอเมริกาของ Colgate-Palmolive ระบุว่า พลวัตของเศรษฐกิจแบบ K-shaped ในสหรัฐยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ขณะที่ Bill Boltz ผู้บริหารของ Lowe’s ระบุว่า K-shaped economy ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กำหนดแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ด้าน Nicholas Fink ซีอีโอของ Constellation Brands ผู้ผลิตเบียร์ Modelo และไวน์ Robert Mondavi มองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมีลักษณะเป็น K-shaped มากขึ้นด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามเริ่มมีข้อมูลบางส่วนบ่งชี้ว่าช่องว่างระหว่างผู้บริโภคแต่ละกลุ่มอาจกำลังแคบลง

รายงานของทีมนักวิจัยจาก Federal Reserve Bank of Richmond พบว่า แม้การเติบโตของรายได้ระหว่างปี 2564-2566 ไม่ได้แสดงความแตกต่างแบบ K-shaped อย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ แต่ในด้านการบริโภคกลับพบการแบ่งแยกอย่างเห็นได้ชัด

Bank of America Institute ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวอาจกำลังเปลี่ยนไป หลังจากก่อนหน้านี้กลุ่มผู้มีรายได้สูงใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากกว่า แต่ช่องว่างด้านการใช้จ่ายระหว่างกลุ่มรายได้เริ่มแคบลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้ โดย David Michael Tinsley นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบัน ระบุว่า ผู้บริโภคที่เคยมีลักษณะเป็น K-shaped กำลังเข้าสู่ภาวะที่พฤติกรรมของแต่ละกลุ่มบรรจบกันมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับหนี้บัตรเครดิตของ New York Fed ยังสะท้อนว่า K-shaped economy ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยยอดคงค้างบัตรเครดิตรวมในไตรมาส 2 อยู่ที่เกือบ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่ายังมีครัวเรือนจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน

หรือเศรษฐกิจสหรัฐกำลังกลายเป็น E-shaped?

นอกเหนือจาก K และ C นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนเริ่มเสนอว่า หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะ K-shaped มานานกว่าครึ่งทศวรรษ ปัจจุบันอาจวิวัฒนาการไปเป็น E-shaped economyง

แนวคิดนี้มองว่าผู้บริโภคอเมริกันไม่ได้แบ่งเป็นเพียงสองกลุ่มที่กำลังเคลื่อนห่างออกจากกันหรือกลับเข้าหากัน แต่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มรายได้ที่ดำเนินไปในเส้นทางคู่ขนานกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่เท่าเทียมกัน

Rissmiller อธิบายว่า แต่ละกลุ่มดูเหมือนจะหาวิธีใช้ชีวิตของตัวเองได้แล้ว แม้อาจไม่ใช่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุด แต่เป็นโครงสร้างที่มีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

Michael Eisenband ประธานฝ่าย Corporate Finance ระดับโลกของ FTI Consulting ระบุว่า การมองเศรษฐกิจเป็นรูปตัว E สามารถสะท้อนรูปแบบการใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ได้ดีกว่า และอาจเป็นภาพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่า

ด้าน Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit Union มองว่า E-shaped economy อาจอธิบายเศรษฐกิจได้แม่นยำกว่า K-shaped เพราะสามารถสะท้อนสถานการณ์ของชนชั้นกลางที่ยังคงประคองตัวอยู่ได้ ขณะที่การบอกว่าผู้มีรายได้ต่ำและรายได้สูงกำลังกลับมาบรรจบกันนั้น ยังต้องอาศัยสมมติฐานค่อนข้างมาก

Geoff Ballotti ซีอีโอของ Wyndham Hotels & Resorts ให้ภาพคล้ายกัน โดยระบุว่า ผู้บริโภคระดับกลางของบริษัทเริ่มรู้สึกดีขึ้น และกลับมามีความเชื่อมั่นในกำลังซื้อ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจรูปตัว C หรือ E ก็ได้

อย่างไรก็ตามแนวคิด E-shaped ยังถือว่าใหม่แม้กระทั่งในหมู่ผู้บริหารบริษัท โดย Scott Thompson ซีอีโอของ Somnigroup International ยอมรับว่า ไม่เคยคิดถึงการวิเคราะห์เศรษฐกิจในรูปแบบดังกล่าวมาก่อน โดยระบุว่า เขาเตรียมตัวมาสำหรับคำถามเรื่อง K-shaped economy แต่ยังไม่เคยนึกถึงตัว E

ท้ายที่สุด การถกเถียงว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ในเวลานี้เป็น K, C หรือ E จึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกตัวอักษรมาอธิบายภาวะเศรษฐกิจ แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่าช่องว่างระหว่างครัวเรือนรายได้สูง กลุ่มชนชั้นกลาง และผู้มีรายได้น้อยกำลังแคบลงจริง หรือเพียงเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่มีโครงสร้างซับซ้อนกว่าเดิม ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และภาระหนี้ที่ยังคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม

อ้างอิง : www.cnbc.com
ที่มา : การเงินธนาคาร

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
iran nuclear bloomberg

อิหร่านเปิดศึกตอบโต้ ส่งโดรน-ขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน

11:17 น.

 
usa iran

สหรัฐฯ เตรียมคว่ำบาตรธนาคารเพิ่ม เร่งสกัดธุรกรรมอิหร่าน

11:00 น.

 
scott bessent

สหรัฐผลักดันจี 20 พิจารณากำแพงการค้าต่อจีน หวังลดความไม่สมดุลเศรษฐกิจโลก

09:40 น.

 
scott

ขุนคลังสหรัฐฯ แจงเหตุผลแทรกแซงตลาดซื้อเยน หวั่นค่าเงินผันผวนกระทบเศรษฐกิจ

09:33 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า