หลังจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ทั่วโลกจับตาช่องแคบฮอร์มุซในฐานะเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญ ล่าสุด ความสนใจของตลาดเริ่มหันมายัง “ช่องแคบบับเอลมันเดบ” มากขึ้น หลังเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีของกลุ่มฮูตี จนเกิดความกังวลว่าหากการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้หยุดชะงัก ผลกระทบอาจลุกลามไปไกลกว่าตลาดพลังงาน และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง
ช่องแคบบับเอลมันเดบเป็นเส้นทางเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย ทะเลแดง และคลองสุเอซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก ปัจจุบันสินค้าประมาณ 12% ของการค้าโลก และราวหนึ่งในสี่ของการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลก ต้องอาศัยเส้นทางนี้ ขณะที่น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางจำนวนมากก็ใช้เส้นทางเดียวกันในการส่งออกไปยังยุโรปและบางส่วนของเอเชีย
หากการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ถูกจำกัดหรือหยุดชะงักลง เรือสินค้าจำนวนมากอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทน ส่งผลให้ระยะเวลาเดินเรือยาวนานขึ้น รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามด้วย ขณะเดียวกัน ความล่าช้าในการขนส่งอาจส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
บทเรียนที่สะท้อนผลกระทบดังกล่าวได้ชัดเจน คือเหตุการณ์ที่เรือ Ever Given เกยตื้นขวางคลองสุเอซในปี 2564 แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 6 วันในการแก้ไขสถานการณ์ แต่กลับทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักและต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญเพียงแห่งเดียว ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ในวงกว้างได้
หากสถานการณ์ในทะเลแดงยืดเยื้อ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจผลักดันราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งให้สูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น
สำหรับตลาดทองคำ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาทองคำอาจไม่ได้มีแต่ปัจจัยบวกเพียงด้านเดียว เพราะหากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบอัตราเงินเฟ้อ จะส่งผลให้เฟด ต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮง มองว่า ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามไม่ใช่เพียงความเสี่ยงที่ช่องแคบบับเอลมันเดบจะถูกปิดหรือไม่ แต่คือระยะเวลาที่สถานการณ์จะยืดเยื้อ เนื่องจากยิ่งความตึงเครียดยืดเยื้อเท่าใด ต้นทุนการขนส่ง ราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเท่านั้น
ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจช่วยหนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อส่งผลให้เฟดชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป ก็อาจเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะถัดไป
ด้านภาพทางเทคนิค ราคาทองคำโลกเริ่มฟื้นตัวหลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน และได้ตอบรับแนวโน้มที่เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในรอบนี้อาจยังเป็นเพียงการฟื้นตัวทางเทคนิค หลังราคาลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 63,800 บาทต่อบาททองคำ) โดยประเมินว่าแนวต้านสำคัญยังอยู่ที่บริเวณ 4,200–4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 65,000–65,800 บาทต่อบาททองคำ
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในทะเลแดงควบคู่กับทิศทางราคาน้ำมัน Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะสามารถผลักดันราคาทองคำได้มากเพียงใด หรือจะถูกหักล้างด้วยแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง









