กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เรียกร้องให้ชาวอเมริกันลงมติไม่เลือกบรรดาพันธมิตรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสภาคองเกรส ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ มีกำหนดถอนกำลังออกจากฐานทัพที่เหลืออยู่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรักในวันพุธนี้ (30 ก.ย.) ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลอิหร่านร่วมเฉลิมฉลองด้วยความยินดี
ขณะเดียวกัน กาตาร์ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางการทูตแบบกระสวย (shuttle diplomacy) อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางยุติสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานาน 7 เดือน ด้านปธน.ทรัมป์ได้ออกมาคาดการณ์อีกครั้งว่า อิหร่านจะต้องยอมจำนนในไม่ช้า
จดหมายความยาว 26 หน้าของกองกำลัง IRGC ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันอังคาร (29 ก.ย.) ได้กระตุ้นให้ประชาชนชาวอเมริกันใช้อำนาจทางการเมืองของตนขับไล่คณะผู้นำชุดปัจจุบันออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ปฏิเสธการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐฯ ตลอดจนการแทรกแซงทางทหารในต่างแดน
แม้สารดังกล่าวอาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของโหวตเตอร์ชาวอเมริกัน ซึ่งส่วนใหญ่อาจไม่ได้รับรู้ถึงข้อความที่เผยแพร่ผ่านสื่ออิหร่าน แต่นักวิเคราะห์การเมืองสหรัฐฯ ชี้ว่า ประเด็นที่ระบุในจดหมายล้วนเป็นปัจจัยลบที่กำลังส่งผลกระทบต่อปธน.ทรัมป์และพรรครีพับลิกัน ก่อนหน้าการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พ.ย. นี้ โดยพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านมีโอกาสที่จะทวงคืนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือทั้งสองสภา ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายของทรัมป์ในอนาคต
จดหมายของ IRGC ท่อนหนึ่งระบุว่า
จงขจัดนักการเมืองที่ชั่วร้าย หลอกลวง และใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นต้นเหตุของสถานการณ์ที่สหรัฐฯ เผชิญอยู่ในปัจจุบันให้พ้นจากอำนาจ จงทำให้แน่ใจว่าเหล่านักการเมืองของพวกคุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์เคยรณรงค์หาเสียงเมื่อปี 2567 โดยให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยงการทำสงครามครั้งใหม่ ยุติความขัดแย้งที่มีอยู่เดิม และควบคุมอัตราเงินเฟ้อ แต่สงครามกับอิหร่านซึ่งทรัมป์เปิดฉากขึ้นร่วมกับอิสราเอล ได้กลายเป็นตัวการผลักดันให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ทั้งยังลุกลามบานปลายไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์ ซึ่งเคยสวนทางกับจุดยืนดั้งเดิมของพรรครีพับลิกันในปี 2559 ด้วยการวิจารณ์ว่าการที่สหรัฐฯ บุกอิรักคือความผิดพลาดครั้งใหญ่นั้น ได้อนุมัติให้มีการถอนทหารสหรัฐฯ ขั้นสุดท้ายออกจากอิรักในวันพุธนี้ ตามข้อตกลงที่บรรลุไว้ตั้งแต่ปี 2567 ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน
สำหรับอิหร่านซึ่งประกาศว่าเป้าหมายสูงสุดคือการบีบให้กองกำลังอเมริกันถอนตัวออกจากทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ยกย่องการถอนทหารของสหรัฐฯ ออกจากอิรักว่าเป็นชัยชนะของ ฝ่ายอักษะแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรติดอาวุธของตนทั่วทั้งภูมิภาค
ขณะเดียวกัน แม้การเจรจาต่อรองจะทวีความเข้มข้นขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ณ นครนิวยอร์ก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ ในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทางทะเลที่เคยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สูงถึง 20% ของโลก ก่อนหน้าที่สงครามจะปะทุขึ้นเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








