รายงานวิเคราะห์จาก S&P Global ระบุว่า ทองคำถูกมองโดยรัฐบาลจีนว่าเป็น “แร่ยุทธศาสตร์” ที่มีบทบาทสำคัญไม่เพียงต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว แต่ยังรวมถึงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ โดยโครงการระหว่างประเทศที่เรียกว่า “Gold Road” หรือ “เส้นทางทองคำ” ถูกวางให้เป็นองค์ประกอบสำคัญในทิศทางดังกล่าว
รายงานฉบับนี้ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์เชิงลึกของตลาดทองคำจีนทั้งระบบ ทั้งด้านกฎระเบียบ ความต้องการของผู้บริโภค การผลิตเหมืองแร่ และบทบาทของธนาคารกลาง ยังชี้ให้เห็นว่าจีนกำลังใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของตน เพื่อผลักดันให้ทองคำกลายเป็นศูนย์กลางของการวางแผนทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
ผู้จัดทำรายงานระบุว่า แม้ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์ของจีนจะชะลอลงในช่วงการระบาดของโควิด-19 แต่ได้กลับมาเดินหน้าอีกครั้งตั้งแต่ปี 2022 โดยมีการให้ความสำคัญกับทองคำมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวทางหลักของจีนในระยะยาว
ในรายงานอธิบายว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2022 หลังมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกต่อรัสเซียจากกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียถูกอายัด เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อผู้กำหนดนโยบายของจีน และทำให้ทองคำถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบการเงินต่างประเทศ ส่งผลให้เป้าหมายด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจถูกยกระดับขึ้นเป็นแกนหลักของนโยบายรัฐ
รายงานยังระบุว่า แม้บางฝ่ายจะมองว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการใช้ทองคำในรูปสกุลเงินหยวนหรือการถือครองทองคำสำรองยังเป็นประเด็นถกเถียง แต่ในมุมของจีนแล้ว เป้าหมายด้านความมั่นคงมีแนวโน้มจะมีความสำคัญเหนือกว่ามิติทางเศรษฐกิจดังกล่าว
ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้กลับมาเข้าซื้อทองคำอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 2022 ขณะที่ตลาดแลกเปลี่ยนทองคำเซี่ยงไฮ้ (SGE) ก็กลับมาเดินหน้าโครงการ “Gold Road” ที่เคยเริ่มในปี 2019 อีกครั้ง โดยโครงการนี้มีเป้าหมายในการผลักดันให้การซื้อขายและการชำระราคาทองคำในระดับโลกสามารถใช้เงินหยวนเป็นหลัก
รายงานระบุว่า แนวคิดของ Gold Road หรือบางครั้งเรียกว่า “Gold Corridor” มุ่งสร้างระบบการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินหยวน รวมถึงการชำระราคาในระดับสากล โดยได้รับแรงผลักดันจากเป้าหมายระยะยาวของจีนในการเพิ่มบทบาทของเงินหยวน เสริมความมั่นคงทางการเงิน และลดการพึ่งพาระบบการเงินที่อิงดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเป็นการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่มีความต่อเนื่อง
โครงการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังประเทศในกลุ่ม BRICS และประเทศในโครงการ Belt and Road Initiative พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการทูตของจีนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
รายงานยังระบุว่า แนวทางล่าสุดของ Gold Road คือการสร้างเครือข่ายคลังทองคำระดับโลก เพื่อรองรับการซื้อขายทองคำที่ใช้เงินหยวน และการแปลงเงินหยวนเป็นทองคำที่เก็บอยู่ในคลังดังกล่าว เมื่อมีการเปิดคลังเพิ่มเติมในประเทศพันธมิตร จะช่วยสร้างเครือข่ายการถือครองและการชำระราคาทองคำที่อยู่นอกระบบดอลลาร์สหรัฐ
คลังทองคำแห่งแรกนอกจีนถูกจัดตั้งขึ้นที่ฮ่องกงในปี 2025 พร้อมกับสัญญาซื้อขายทองคำที่ใช้เงินหยวน ซึ่งสามารถชำระเป็นเงินสดหรือรับทองคำจริงได้ รวมถึงการส่งมอบผ่านคลังดังกล่าว
รายงานยังระบุว่า สถานที่ที่มีความเป็นไปได้ในการตั้งคลังทองคำเพิ่มเติม ได้แก่ ศูนย์กลางการค้าทองคำในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ดูไบ ริยาด และมอสโก โดยเครือข่ายดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงตลาดทองคำทางกายภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอาจดึงดูดประเทศที่ต้องการกระจายความเสี่ยงหรือเพิ่มความสามารถในการควบคุมการจัดเก็บทองคำของตนเอง
คลังทองคำในฮ่องกง International Airport Precious Metals Depository ถือเป็นคลังนอกประเทศแห่งแรกของ SGE โดยมีการกำกับดูแลและรับรองโดย SGE และดำเนินงานโดย Bank of China (Hong Kong) Ltd. มีความสามารถรองรับทองคำเริ่มต้นที่ 150 ตัน ขณะที่ฮ่องกงมีแผนขยายกำลังการจัดเก็บทองคำเพิ่มขึ้นถึงกว่า 2,000 ตันภายใน 3 ปี เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการสำรองทองคำระดับภูมิภาค ซึ่งคิดเป็นปริมาณใกล้เคียงกับทุนสำรองทองคำทั้งหมดของจีน และคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3ของทองคำที่ฝากไว้กับธนาคารกลางสหรัฐ ณ นิวยอร์ก หรือราว 40% ของธนาคารกลางอังกฤษ
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า ระบบคลังทองคำดังกล่าวดำเนินงานภายใต้กลไกของ SGE และเชื่อมกับระบบชำระราคาทองคำแบบรวมศูนย์ ซึ่งเริ่มทดลองใช้งานเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026
ที่มา : Kitco








