ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น จากความกังวลเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคยังคงสนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกของทองคำในระยะยาว ตามมุมมองของ TD Securities
*TD Securities เป็นวาณิชธนกิจและผู้ให้บริการทางการเงินในแคนาดา โดยให้คำปรึกษาและให้บริการด้านตลาดทุนแก่ลูกค้าภาคองค์กร รัฐบาล และสถาบันทั่วโลก บริษัทให้บริการครอบคลุมลูกค้าบรรษัทและวาณิชธนกิจ ตลาดทุน และบริการธุรกรรมต่าง ๆ ทั่วโลก และเป็นธนาคารผู้ให้บริการกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในเครือ TD Bank Group
Bart Melek หัวหน้ากลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โดยปกติจะเป็นปัจจัยหนุนทองคำ แต่ปัจจุบันตลาดถูกครอบงำด้วยการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความคาดหวังที่ว่าธนาคารกลางจะคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดนานขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่สุดคือ “อัตราดอกเบี้ย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าทองคำยังคงไวต่อการเคลื่อนไหวของ real yield อย่างมาก
แม้นักลงทุนมักมองทองคำเป็นเครื่องป้องกันเงินเฟ้อ แต่ Melek ชี้ว่าเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะผลักดันราคา สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อกับอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทางเลือกอย่างพันธบัตรรัฐบาล
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือราคาน้ำมัน โดยการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ และทำให้แนวโน้มนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐซับซ้อนมากขึ้น ซึ่ง TD ประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.2% และหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกถึง 1%
อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานไม่ได้ส่งผลบวกต่อทองคำโดยตรง แต่กลับอาจบีบให้ธนาคารกลางต้องคงหรือเข้มงวดนโยบายมากขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
ในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อและราคาพลังงานยังสูง ธนาคารกลางสหรัฐจะมีข้อจำกัดในการปรับลดดอกเบี้ย เนื่องจากต้องควบคุมไม่ให้เงินเฟ้อฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ภาวะดอกเบี้ยสูงยังทำให้สภาพคล่องในตลาดการเงินตึงตัว และบีบให้นักลงทุนที่ใช้ leverage ต้องลดสถานะการลงทุนลง
แม้แนวโน้มระยะสั้นจะอ่อนแอ แต่ Melek มองว่าช็อกจากราคาน้ำมันอาจเป็นเพียงชั่วคราว หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายและอุปทานไม่ถูกรบกวนรุนแรง ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงสู่ช่วง 90–95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
ในสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารกลางจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การกลับมาของ “debasement trade” ที่หนุนราคาทองคำผ่าน real yield ที่ลดลงและค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า
ทั้งนี้ TD Securities ยังคงประมาณการราคาทองคำเดิม โดยคาดว่าในปี 2026 ราคาจะเฉลี่ยที่ประมาณ 4,831 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีโอกาสขึ้นไปแตะระดับใกล้ 5,000 ดอลลาร์ในไตรมาส 2 ก่อนจะค่อยๆ อ่อนตัวลงสู่ราว 4,650 ดอลลาร์ในช่วงปลายปี
ที่มา : Kitco








