ไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานลดลง ทำให้ในมุมมองพื้นฐานของเขา Fed มีแนวโน้มจำเป็นต้องปรับนโยบายเพิ่มเติม เพื่อให้เงินเฟ้อกลับลงสู่เป้าหมาย 2% ได้ภายในเวลาที่เหมาะสม
ถ้อยแถลงของบาร์ถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากเกิดขึ้นไม่นานหลัง Fed เพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในการประชุมครั้งล่าสุด สู่ระดับ 3.75–4.00% โดยเจ้าหน้าที่ Fed 16 จาก 18 คนส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนสิ้นปี ขณะที่คำพูดของบาร์สะท้อนว่า เขาอาจมองว่าจำเป็นต้องปรับขึ้นมากกว่านั้น แม้ไม่ได้ระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปควรเกิดขึ้นเมื่อใด
บาร์กล่าวว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเป็นการเคลื่อนไปในทิศทางที่เหมาะสม หลังเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงก่อนหน้า โดย Fed ยังคงต้องการสนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน การจ้างงานในระดับสูง และเสถียรภาพด้านราคา พร้อมย้ำว่าในเวลานี้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน
แรงกดดันดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยดัชนี S&P Global Flash US Composite PMI ซึ่งใช้ติดตามกิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐฯ ปรับขึ้นในเดือนนี้แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2021 ขณะที่ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ภาคธุรกิจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนในระดับสูง
ด้านพลังงานยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับขึ้นประมาณ 2% มาอยู่ที่ 101.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาดีเซลในสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงกว่า 6.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานและเส้นทางขนส่ง ราคาดีเซลมีความสำคัญต่อเงินเฟ้อโดยตรง เนื่องจากถูกใช้ในรถบรรทุก เครื่องจักร และการขนส่งสินค้า ทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการคาดการณ์ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีกลับขึ้นเหนือ 5% และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี หลังการประมูลพันธบัตรอายุ 5 ปีพบความต้องการซื้อที่อ่อนแอกว่าปกติ
ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 27–28 ตุลาคม โดยโอกาสดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70% จากราว 55% ในช่วงต้นวัน สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องมากขึ้นหลังได้รับสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ Fed และเห็นข้อมูลเงินเฟ้อกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านอัตราคงที่ระยะ 30 ปีในสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นสู่ 7.12% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี สะท้อนว่าดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงยังคงส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคครัวเรือนและตลาดที่อยู่อาศัย
อีกด้านหนึ่ง ออสตัน กูลส์บี (Austan Goolsbee) ประธาน Fed สาขาชิคาโก ก็แสดงความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ โดยระบุว่า Fed อาจต้องมองแรงกระแทกด้านพลังงานในปัจจุบันว่าไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เพราะในช่วงหลังโควิด-19 แรงกระแทกด้านอุปทานจากน้ำมัน ภาษีศุลกากร และสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ล้วนส่งผลต่อเงินเฟ้อนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้
กูลส์บียังตั้งข้อสังเกตว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันอาจไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านอุปทานเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งด้วย โดยเฉพาะการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเพิ่มความต้องการสินค้าและบริการในวงกว้าง หากเศรษฐกิจมีภาวะร้อนแรงจากอุปสงค์มากขึ้น ก็อาจทำให้ Fed ต้องตอบสนองด้วยนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าเดิม
อ้างอิง : Reuters








