วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ เตือนว่า สถานการณ์ตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นเพียง “การซ้อมใหญ่” หากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในภูมิภาคแปซิฟิก โดยคำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการเข้าร่วมงาน CONVERGE LIVE ที่สิงคโปร์
เขาระบุว่า หากเกิดความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใน ช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นของผลกระทบที่อาจรุนแรงยิ่งกว่าในภูมิภาคอื่น
ในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บาลากริชนันย้ำว่าสิงคโปร์จะ “ไม่เลือกข้าง” ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ จีน โดยจะดำเนินนโยบายบนพื้นฐานผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าพร้อมจะปฏิเสธแรงกดดันจากทั้งสองฝ่าย หากไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ
สิงคโปร์มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งกับทั้งสองประเทศ โดยสหรัฐฯ เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด และสิงคโปร์ยังเป็นหนึ่งในนักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของจีน
“จุดคอขวดการค้าโลก” คือความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์
บาลากริชนันยังชี้ให้เห็นว่า วิกฤตในตะวันออกกลางสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ “จุดคอขวด” (chokepoints) ในเส้นทางการค้าโลก โดยเฉพาะ ช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดของโลก และสิงคโปร์ตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของเส้นทางดังกล่าว
ช่องแคบมะละกามีความแคบเพียงประมาณ 2 ไมล์ทะเลในบางช่วง เทียบกับช่องแคบฮอร์มุซที่มีความกว้างราว 21 ไมล์ทะเล ทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกรบกวนหรือควบคุมเส้นทางเดินเรือ
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าอิหร่านกำลังพิจารณาเรียกเก็บค่าผ่านทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าแนวคิดดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในจุดยุทธศาสตร์อื่นของโลก
อย่างไรก็ตาม บาลากริชนันย้ำว่า ประเทศที่มีอาณาเขตติดกับช่องแคบมะละกา ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีผลประโยชน์ร่วมกันในการรักษาเสรีภาพของเส้นทางเดินเรือ และจะไม่ดำเนินนโยบายเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือปิดกั้นการสัญจร
ยึดหลักกฎหมายทะเลสหประชาชาติ
สิงคโปร์ยืนยันว่าจะดำเนินนโยบายตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ซึ่งกำหนดให้รัฐที่อยู่ติดช่องแคบต้องไม่ขัดขวางการผ่านทางของเรือระหว่างประเทศ และต้องไม่ระงับสิทธิการผ่านทางดังกล่าว
บาลากริชนันย้ำว่า เสรีภาพในการเดินเรือเป็นสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครองสำหรับทุกประเทศ และสิงคโปร์จะไม่สนับสนุนความพยายามใด ๆ ที่จะปิดกั้นหรือควบคุมเส้นทางการค้าในภูมิภาค
“ความเชื่อมั่น” กลายเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจโลก
ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตตะวันออกกลาง สงครามในยูเครน หรือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ บาลากริชนันเน้นย้ำว่า “ความเชื่อมั่น” ระหว่างประเทศกำลังลดลง และจำเป็นต้องได้รับการสร้างขึ้นใหม่
เขาระบุว่า ความน่าเชื่อถือ ความคาดการณ์ได้ และความสม่ำเสมอในการดำเนินนโยบาย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการค้าโลก
ในทิศทางเดียวกัน กัน คิม ยง รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ระบุว่า ความเชื่อมั่นไม่สามารถ “คาดหวังได้โดยอัตโนมัติ” อีกต่อไป แต่ต้องถูกสร้างและเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
สิงคโปร์เดินหน้าสู่ศูนย์กลางบริการด้านความเชื่อมั่น
สิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินสำคัญของโลกอยู่แล้ว กำลังวางแผนต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางบริการที่อิงกับ “ความเชื่อมั่น” เช่น การบริหารความเสี่ยง ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์
ที่มา : CNBC
ภาพ : CNBC








