ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าราคาทองคำโลกเผชิญแรงขายต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หลังปรับตัวลงไปทำจุดต่ำสุดใกล้ 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สร้างความกังวลต่อนักลงทุนเกี่ยวกับทิศทางแนวโน้มในระยะถัดไป ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อเนื่องนานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้
แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก แต่ตลาดเริ่มตีความผลกระทบของความขัดแย้งผ่านมิติของเงินเฟ้อมากกว่าการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย โดยราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อระดับเงินเฟ้อและกระทบต่อความคาดหวังด้านนโยบายดอกเบี้ย
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 3.3% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2023 ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่าเฟดอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ขณะที่อายุ 30 ปี พุ่งแตะ 5.19% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สะท้อนความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นจากมุมมองรายงานการประชุมเฟดบ่งชี้ว่า กรรมการเฟดหลายท่านเริ่มเปิดทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันแรงซื้อทองคำในตลาดโลก
ในด้านมุมมองจากสถาบันการเงินระดับโลก พบว่าเริ่มมีการปรับประมาณการราคาทองคำระยะสั้นลง โดย JPMorgan Chase & Co. ปรับลดคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทองคำลงสู่ระดับ 5,243 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 5,708 ดอลลาร์ ขณะที่ ANZ Bank ปรับเป้าหมายราคาทองคำสิ้นปีลงสู่ระดับ 5,600 ดอลลาร์ โดยประเมินว่าแรงกดดันหลักยังคงมาจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และค่าเงินดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดยคาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นสู่ระดับ 5,400 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี จากแรงซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านทุนสำรองระหว่างประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลจาก World Gold Council ที่ระบุว่าธนาคารกลางหลายประเทศยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องในปี 2026
ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่าการปรับฐานของราคาทองคำในรอบนี้ยังไม่ใช่สัญญาณการเปลี่ยนเข้าสู่ตลาดขาลงอย่างสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงการพักตัวภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ในเชิงเทคนิค ระดับราคาบริเวณ 4,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) ยังคงเป็นแนวรับสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นระดับที่สะท้อนโครงสร้างแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว ซึ่งหากราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะเป็นการสะท้อนว่าแนวโน้มหลักยังไม่เปลี่ยนแปลง และการปรับตัวลงในรอบนี้อาจเป็นเพียงการพักฐานเพื่อสร้างรอบการฟื้นตัวใหม่ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม หากราคาทองคำหลุดระดับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนผ่านสู่แนวโน้มขาลงในระยะยาวได้เช่นกัน










