รายงานระบุว่า รัฐบาลต่างชาติ โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และ จีน ได้ปรับลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasurys) ในเดือนมีนาคม หลังผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง และสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย จนธนาคารกลางหลายประเทศต้องขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์เพื่อนำเงินไปพยุงค่าเงินของตน
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐชี้ว่า จีนลดการถือครองลงเหลือ 652.3 พันล้านดอลลาร์ ลดลงราว 6% จากเดือนก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุด ปรับลดลงประมาณ 47 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 1.191 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้การถือครองรวมของต่างชาติลดลงสู่ระดับ 9.25 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 9.49 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์

แรงขายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ค่าเงินเยนและสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น โดยประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง เช่น ญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับแรงกระแทกด้านพลังงานครั้งใหญ่ในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้ผู้กำหนดนโยบายต้องใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงิน
นักวิเคราะห์จาก HSBC ระบุว่า ความผันผวนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม และแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะในเอเชีย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธนาคารกลางต้องขายพันธบัตรสหรัฐเพื่อนำเงินไปแทรกแซงค่าเงิน
นอกจากนี้ การปรับพอร์ตการลงทุนในช่วงตลาดผันผวน รวมถึงความกังวลเงินเฟ้อและราคาพันธบัตรที่ปรับลดลง ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดการขายสินทรัพย์ดังกล่าว โดยนักลงทุนบางส่วนเลือกถือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแทน เพื่อรองรับความจำเป็นในการใช้เงินในอนาคต
ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเผชิญแรงกดดันอย่างมาก โดยอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์สงคราม ส่งผลให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นในการถือครองหนี้สหรัฐ ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังเผชิญผลขาดทุนจากมูลค่าพันธบัตรระยะยาวรวมกว่า 142.1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว
อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรกลับสวนกระแส โดยเพิ่มการถือครองพันธบัตรสหรัฐราว 29.6 พันล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 926.9 พันล้านดอลลาร์
ในกรณีของจีน แม้ตัวเลขทางการจะสะท้อนการลดการถือครอง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอาจไม่สะท้อนภาพรวมทั้งหมด เนื่องจากมีการถือครองผ่านศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ในประเทศที่สาม เช่น เบลเยียม และ ลักเซมเบิร์ก ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นช่องทางการลงทุนของเงินทุนจากจีน ทำให้เมื่อรวม “การถือครองเงา” แล้ว ระดับการถือครองโดยรวมอาจยังคงทรงตัว
ด้านญี่ปุ่นยังถูกจับตาว่าอาจต้องขายพันธบัตรสหรัฐเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องใช้เงินทุนเพื่อแทรกแซงค่าเงินเยน หลังค่าเงินอ่อนค่าทะลุระดับสำคัญที่ 160 เยนต่อดอลลาร์ จากต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า สหรัฐต้องการให้ญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงการขายพันธบัตร และอาจสนับสนุนทางเลือกอื่น เช่น ความร่วมมือด้านแร่สำคัญ เทคโนโลยีขั้นสูง และความมั่นคง เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของญี่ปุ่นในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง : CNBC








