“วุฒิสภาสหรัฐ” เดินหน้าร่างกฎหมายจำกัดอำนาจ “ทรัมป์” ทำสงครามอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐอาจเข้าสู่ความขัดแย้งระยะยาวโดยไร้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และเริ่มเห็นแรงต้านจากสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.39 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า วุฒิสภาสหรัฐลงมติเดินหน้าร่างมติจำกัดอำนาจสงครามของประธานาธิบดีเมื่อวันอังคาร (19 พ.ค.) ซึ่งอาจนำไปสู่การยุติสงครามกับอิหร่าน หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส ถือเป็นการท้าทายผู้นำจากพรรครีพับลิกันที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก หลังสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านมาแล้วกว่า 80 วัน
การลงมติในขั้นตอน procedural vote เพื่อผลักดันร่างมติดังกล่าวผ่านด้วยคะแนน 50 ต่อ 47 โดยมีสมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนลงคะแนนร่วมกับพรรคเดโมแครตเกือบทั้งหมด ขณะที่สมาชิกรีพับลิกันอีก 3 คนไม่ได้เข้าร่วมลงคะแนน
ผลการลงมติครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มสมาชิกสภา ที่มองว่า “อำนาจในการส่งทหารเข้าสู่สงคราม” ควรเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี ตามที่รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดไว้ อย่างไรก็ตามการลงมติครั้งนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้น และร่างมติดังกล่าวยังต้องเผชิญอุปสรรคอีกหลายขั้นก่อนจะมีผลบังคับใช้
แม้ร่างมติจะผ่านวุฒิสภาได้ ก็ยังต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกัน รวมถึงต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามของทั้งสองสภา เพื่อให้สามารถล้มสิทธิยับยั้ง (Veto) ของทรัมป์ได้
ทิม เคน วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างมติ ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันถือเป็นโอกาสเหมาะสมที่ทรัมป์ควรเข้ามาหารือกับสภาคองเกรส โดยเฉพาะในช่วงที่ทรัมป์อ้างว่าอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อยุติสงครามสหรัฐ-อิสราเอลที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.
เคนกล่าวระหว่างการอภิปรายว่า “นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการพูดคุย ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้นอีกครั้ง” พร้อมกล่าวหาว่า ทรัมป์กำลังเพิกเฉยต่อข้อเสนอทางการทูตและสันติภาพโดยไม่เปิดเผยต่อสภาคองเกรส
ที่ผ่านมา พรรครีพับลิกันสามารถขัดขวางความพยายามผลักดันร่างมติลักษณะเดียวกันในวุฒิสภาได้ถึง 7 ครั้งในปีนี้ และยังสกัดร่างมติอำนาจสงครามในสภาผู้แทนราษฎรอีก 3 ครั้งด้วยคะแนนเฉียดฉิว
ในการลงมติครั้งล่าสุด จอห์น เฟตเตอร์แมน วุฒิสมาชิกเดโมแครตจากรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นสมาชิกเดโมแครตเพียงคนเดียวที่ลงคะแนนคัดค้าน ขณะที่สมาชิกรีพับลิกันที่โหวตสนับสนุน ได้แก่ แรนด์ พอล, ซูซาน คอลลินส์, ลิซา เมอร์คาวสกี และบิล แคสซิดี ซึ่งเพิ่งพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งขั้นต้นให้กับผู้สมัครที่ทรัมป์สนับสนุน
การลงมติครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองในวุฒิสภา หลังครบกำหนด 60 วันตามกฎหมาย War Powers Act ปี 1973 ซึ่งกำหนดให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถใช้กำลังทางทหารได้ไม่เกิน 60 วัน ก่อนต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส หรือขอขยายเวลาอีก 30 วัน หากมีความจำเป็นทางทหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยของกองกำลังสหรัฐระหว่างถอนกำลัง
แม้ทรัมป์จะประกาศเมื่อวันที่ 1 พ.ค. ว่า ข้อตกลงหยุดยิงได้ยุติการสู้รบกับอิหร่านแล้ว แต่ในความเป็นจริง สหรัฐยังคงปิดล้อมท่าเรืออิหร่านและโจมตีเรือของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยังคงขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีเรือสหรัฐอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายเดโมแครต รวมถึงสมาชิกรีพับลิกันบางส่วน จึงเรียกร้องให้ทรัมป์ขออนุมัติจากสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการ โดยชี้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐระบุชัดว่า อำนาจประกาศสงครามเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ประธานาธิบดี พร้อมแสดงความกังวลว่า ทรัมป์อาจพาสหรัฐเข้าสู่ความขัดแย้งระยะยาวโดยไม่มีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
ด้าน พรรครีพับลิกันและทำเนียบขาว ยืนยันว่า การดำเนินการของทรัมป์เป็นไปตามกฎหมาย และอยู่ในขอบเขตอำนาจของผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการปกป้องประเทศ ผ่านปฏิบัติการทางทหารที่มีขอบเขตจำกัด
ขณะที่ สมาชิกรีพับลิกันบางคนกล่าวหา ว่า พรรคเดโมแครตใช้ร่างมติอำนาจสงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อโจมตีทรัมป์มากกว่าความกังวลด้านรัฐธรรมนูญหรือความมั่นคงของประเทศ
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








