ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ จะทำพิธีสาบานตนให้แก่นายเควิน วอร์ช เพื่อดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างเป็นทางการที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้
การแต่งตั้งดังกล่าวจะเป็นการสิ้นสุดกระบวนการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนของปี 2568 และสิ้นสุดลงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวุฒิสภาลงมติให้การรับรองนายวอร์ช
ทั้งนี้ นายวอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนายเจอโรม พาวเวล ซึ่งได้สิ้นสุดวาระเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่านายวอร์ชจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ
เมื่อเข้ารับตำแหน่ง นายวอร์ช วัย 56 ปี จะกลายเป็นประธานเฟดคนที่ 11 ในยุคปัจจุบัน รวมทั้งเป็นประธานเฟดที่มีทรัพย์สินมากที่สุด เมื่อเทียบกับประธานเฟดในอดีต
ในการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินของนายวอร์ชต่อสำนักงานจริยธรรมของรัฐบาลสหรัฐก่อนเข้ารับตำแหน่ง พบว่า นายวอร์ชถือครองการลงทุนและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่าราว 131-209 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,300-6,800 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าทรัพย์สินที่นายเจอโรม พาวเวล เปิดเผยเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าราว 75 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,400 ล้านบาท
การที่นายวอร์ชมีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลดังกล่าว ทำให้เขาจะต้องเทขายหุ้นจำนวนมากในพอร์ตเพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เข้มงวดของเฟดในเรื่องของการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
ทั้งนี้ นายวอร์ชต้องขายหุ้นที่เขาถือครองในบริษัท SpaceX, บริษัทด้านคริปโทเคอร์เรนซีและบล็อกเชน, บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี รวมทั้งบริษัทด้านการเงินและกองทุนเพื่อการลงทุน
นอกจากนี้ นายวอร์ชต้องลาออกจากตำแหน่งกรรมการและที่ปรึกษาขององค์กรหรือสถาบันเอกชนที่ขัดต่อกฎระเบียบของเฟด โดยก่อนหน้านี้นายวอร์ชมีตำแหน่งใน Hoover Institution และ Stanford Graduate School of Business
ความร่ำรวยของนายวอร์ชจะเพิ่มมากขึ้น หากรวมถึงทรัพย์สินภรรยาของเขา ซึ่งก็คือ นางเจน ลอเดอร์ ทายาทตระกูล “เอสเต ลอเดอร์” (Estee Lauder) เจ้าของอาณาจักรเครื่องสำอางชื่อดัง โดยนางเจน ลอเดอร์ มีมูลค่าทรัพย์สินราว 1.9 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 62,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์เป็นผู้ที่เสนอชื่อนายวอร์ชให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด โดยเขาคาดหวังว่า เฟดในยุคหลังนายพาวเวลจะกลับมาลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง เหมือนที่เคยทำมาแล้ว 3 ครั้งในปี 2568
อย่างไรก็ดี ตลาดคาดว่า ระดับเงินเฟ้อที่ยังคงพุ่งสูง และตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพ จะทำให้เฟดยังไม่เร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่า เงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








