ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.75% แตะที่ 100.846
คณะกรรมการเฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) แต่ในรายงานคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ของเฟดบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดจำนวน 9 รายจากทั้งหมด 18 ราย คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี 2569 นอกจากนี้ รายงาน Dot Plot ยังระบุว่า เฟดไม่ได้ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมที่ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้
ด้านเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “สายเหยี่ยว” หรือผู้สนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวด กล่าวในการแถลงข่าวว่า เฟดมีความมุ่งมั่นที่จะฉุดเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับ 2% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ได้เห็นมานานถึงครึ่งทศวรรษ ซึ่งเขารู้สึกเสียใจต่อข้อเท็จจริงดังกล่าว และเฟดในยุคของเขากำลังจะแก้ไขในเรื่องนี้
เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักราว 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. และให้น้ำหนักราว 20% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.50%
ส่วนธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติ 7-2 ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.75% ในการประชุมวันพฤหัสบดี สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ พร้อมกับเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางได้ผลักดันต้นทุนพลังงานให้สูงขึ้น และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักร
แถลงการณ์ของ BoE ระบุว่า สงครามดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งและการจัดหาพลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าราคาได้ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงแรกแล้วก็ตาม แต่ BoE ระบุว่า ยังคงเป็นเรื่องยากในการคาดการณ์แนวโน้มของต้นทุนพลังงาน
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 4,000 ราย สู่ระดับ 226,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








