กระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ลดลง 5.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา สู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1982
ข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า ณ วันที่ 14 สิงหาคม SPR มีน้ำมันดิบ 293.4 ล้านบาร์เรล ลดลงจาก 298.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ก่อนหน้า
ข้อมูลระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบล่าสุดประกอบด้วยน้ำมันดิบชนิด sweet crude จำนวน 100.9 ล้านบาร์เรล และน้ำมันดิบชนิด sour crude จำนวน 192.5 ล้านบาร์เรล
ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) แสดงให้เห็นว่า ครั้งล่าสุดที่คลังสำรองมีน้ำมันน้อยกว่านี้คือเดือนธันวาคม 1982
ณ วันที่ 31 ธันวาคมของปีดังกล่าว ปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ที่ 293.2 ล้านบาร์เรล ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 294.8 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 1983
ปัจจุบัน SPR มีน้ำมันอยู่ประมาณ 41% ของความจุในการจัดเก็บทั้งหมด 714 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ SPR ก่อตั้งขึ้นในปี 1975 หลังจากเกิดวิกฤตการณ์ด้านอุปทานน้ำมันในช่วงทศวรรษก่อนหน้า โดยรัฐบาลสหรัฐจัดเก็บน้ำมันดิบไว้ใต้ดิน ณ สถานที่จัดเก็บ 4 แห่งตามแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของรัฐเท็กซัสและรัฐลุยเซียนา
การลดลงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่กระทรวงพลังงานยังคงระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองภายใต้โครงการฉุกเฉินที่ประกาศในเดือนมีนาคม เพื่อรับมือต่อการหยุดชะงักของอุปทานซึ่งเกิดจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และการขนส่งน้ำมันที่ถูกจำกัดผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติให้มีการระบายน้ำมันจำนวน 172 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามร่วมกันของประเทศสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่จะนำน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นจำนวน 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาดโลก
ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 415.4 ล้านบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งหมายความว่า นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปริมาณน้ำมันสำรองได้ลดลงไปประมาณ 122 ล้านบาร์เรล
ตัวเลขของกระทรวงพลังงานระบุว่า ในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียว มีการระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองจำนวน 11.4 ล้านบาร์เรล หลังจากมีการใช้น้ำมัน 17.4 ล้านบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม, 33 ล้านบาร์เรลในเดือนมิถุนายน และ 39.4 ล้านบาร์เรลในเดือนพฤษภาคม
คลังสำรองแห่งนี้มีขีดความสามารถในการระบายน้ำมัน 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานระบุว่า ต้องใช้เวลาประมาณ 13 วันกว่าที่น้ำมันจะเข้าสู่ตลาด
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์








