เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ระบุหลังการประชุมวันที่ 29 กรกฎาคมว่า เขาต้องการใช้เวที Jackson Hole เพื่อ “ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง” ต่อเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการถกเถียงเรื่องการปรับดอกเบี้ยระยะสั้นเพียง 0.25% ซึ่งเขามองว่าเป็นการมองภาพแคบเกินไป นอกจากนี้ยังย้ำชัดว่าเฟด “ไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยราคาที่ตลาดคาดการณ์” ซึ่ง 2 ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนทองคำต้องจับตาอย่างใกล้ชิดจนถึงปลายเดือนสิงหาคม
ทำไม Jackson Hole สำคัญกว่าข้อมูลเงินเฟ้อ
การที่ความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยลดลง เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนราคาทองในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ลดลง ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองต่ำลง อย่างไรก็ตาม กลไกนี้สามารถกลับทิศได้ทันที หากเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น และเวที Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
ภายใต้แนวทางใหม่ของวอร์ช ที่ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเหมือนอดีต คำกล่าวของเขาในการประชุมครั้งนี้จะมี “น้ำหนักเชิงข้อมูล” สูงมาก แม้เขาจะระบุว่าจะเน้นประเด็นระยะยาว แต่ก็ชัดเจนว่าเฟดยังคงสามารถดำเนินนโยบายสวนทางกับสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ได้
คณะกรรมการแตกความเห็น ตลาดยังไม่รู้ท่าทีประธานเฟด
การประชุม FOMC ล่าสุดมีมติ 9 ต่อ 3 ให้คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50%–3.75% แต่มีกรรมการถึง 3 รายที่โหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยทันที สะท้อนว่าภายในเฟดยังมีความเห็นแตกต่างอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ในการคาดการณ์เศรษฐกิจเดือนมิถุนายน มีกรรมการ 9 จาก 18 คนที่ยังมองว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ แต่ Warsh ไม่ได้เปิดเผยมุมมองของตนเอง ทำให้ตลาดไม่สามารถประเมิน “ฐานคิด” ของประธานเฟดได้อย่างชัดเจน และยิ่งทำให้คำกล่าวใน Jackson Hole มีความสำคัญมากขึ้น
ประเด็นใหญ่กว่าดอกเบี้ย คือ ภาระหนี้สหรัฐฯ
แม้ว่าตลาดจะโฟกัสไปที่การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญกว่าคือภาระหนี้ของสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ใกล้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ อ้างอิง : Fiscaldata.treasury
สำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐคาดว่า ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะสูงถึงราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งใกล้เคียงกับงบกลาโหมเป็นครั้งแรก และทุกการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จะเพิ่มภาระดอกเบี้ยอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
สถานการณ์นี้สะท้อนว่าเฟดไม่ได้กำลังจัดการแค่เงินเฟ้อ แต่ยังต้องคำนึงถึง “ความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์หนี้ของภาครัฐ” ซึ่งเป็นข้อจำกัดเชิงนโยบายที่ไม่ปรากฏในตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป
ธนาคารกลางยังคงสะสมทองคำ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเพิ่มการถือครองทองคำ โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่าในไตรมาส 2 ปี 2026 มีการซื้อทองคำรวม 288.9 ตัน เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสที่สอง
ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิตและไม่ขึ้นกับระบบหนี้ จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงในบริบทที่ระบบการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง
แม้ข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวจะช่วยหนุนราคาทองในระยะสั้น แต่ปัจจัยชี้ขาดในช่วงถัดไปคือท่าทีของเฟด โดยเฉพาะคำกล่าวของ เควิน วอร์ช ในเวที Jackson Hole ซึ่งอาจกำหนดทิศทางตลาดมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจใด ๆ
ที่มา : goldsilver








