ข้อมูลจากสำนักข่าว WIONEWS ของอินเดีย
ความคืบหน้าของข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศ” ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ หรืออาจมากกว่านั้น
รายงานระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อาจมีการปลดล็อกเงินของอิหร่านในระยะแรกประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 12,000 ล้านดอลลาร์ในระยะถัดไป รวมเป็น 24,000 ล้านดอลลาร์ ภายในกรอบการเจรจา 60 วัน โดยข้อตกลงสันติภาพที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน มีแนวโน้มจะลงนามในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ ซึ่งอาจเป็นการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ด ทรัมป์ หรือรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่าน
สื่อของอิหร่านและอิสราเอลรายงานว่า บันทึกความเข้าใจจำนวน 14 ข้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการนำไปสู่การปล่อยเงินดังกล่าว โดยครึ่งหนึ่งของวงเงินจะถูกปลดล็อกก่อนการลงนาม อย่างไรก็ตาม อิหร่านระบุว่าจะเริ่มการเจรจานิวเคลียร์ก็ต่อเมื่อมีการปล่อยเงินแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ปฏิเสธเงื่อนไขนี้
ในภาพรวม ทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศประกอบด้วยรายได้จากการส่งออกน้ำมัน เงินสำรองระหว่างประเทศ สินทรัพย์ทางการเงิน และสิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ซึ่งถูกจำกัดการเข้าถึงจากมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 1979
จุดเริ่มต้นของการอายัดทรัพย์สินครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน และเหตุการณ์จับตัวประกันที่สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน โดยในวันที่ 14 พฤศจิกายน 1979 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ได้สั่งอายัดทรัพย์สินของรัฐบาลอิหร่านในสหรัฐฯ หลังจากกลุ่มปฏิวัติเข้ายึดสถานทูตเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน วิกฤตดังกล่าวยืดเยื้อ 444 วัน และมีชาวอเมริกัน 52 คนถูกจับเป็นตัวประกัน โดยในขณะนั้นมีทรัพย์สินของอิหร่านถูกอายัดราว 12,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปลดล็อกภายใต้ข้อตกลงแอลเจียร์ในปี 1981 แม้บางกรณียังคงมีข้อพิพาทยืดเยื้อหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ตาม เงินส่วนใหญ่ที่ถูกพูดถึงในปัจจุบัน มีที่มาจากมาตรการคว่ำบาตรหลังปี 2018 เมื่อทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ซึ่งเคยเกิดขึ้นในยุคของ บารัค โอบามา ส่งผลให้มีการจำกัดรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน และตัดการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ
มาตรการ “กดดันสูงสุด” ของสหรัฐฯ ยังรวมถึงการคว่ำบาตรประเทศที่ทำธุรกรรมกับอิหร่าน ส่งผลให้เงินจำนวนมากถูกเก็บไว้ในบัญชีจำกัดสิทธิ์ในธนาคารต่างประเทศ ไม่สามารถโอนกลับไปยังอิหร่านได้โดยเสรี
หลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศอื่น ๆ ยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านในบางช่วงเวลา แต่ไม่สามารถชำระเงินโดยตรงได้ เนื่องจากข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร ทำให้เงินถูกเก็บไว้ในบัญชีเอสโครว์หรือบัญชีจำกัดสิทธิ์ในสกุลเงินท้องถิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษจากสหรัฐฯ
ในรายละเอียด เงินประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์จากเกาหลีใต้ถูกโอนมายังกาตาร์ในปี 2023 ภายใต้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเงินดังกล่าวยังถูกจำกัดการใช้เฉพาะด้านมนุษยธรรม และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด ต่อมาหลังเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มฮามาสต่ออิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 การเข้าถึงเงินก้อนนี้ก็ถูกระงับอีกครั้ง เนื่องจากความกังวลว่าอาจถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน
นอกจากนั้น อินเดียถือครองเงินที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ธนาคารในจีนมีภาระค้างชำระอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้เงินส่วนนี้มักถูกจัดว่าเป็น “เงินที่ถูกจำกัดการเข้าถึง” มากกว่าจะเป็นการอายัดโดยตรง ขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก และบางประเทศในยุโรปก็ถือครองเงินบางส่วนเช่นกัน
อีกหนึ่งแหล่งสำคัญคืออิรัก ซึ่งมีภาระค้างชำระด้านพลังงานไฟฟ้าและก๊าซจากอิหร่าน ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญหากมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในอนาคต โดยในอดีต เงินบางส่วนจากการค้ากับอิหร่านเคยถูกโอนผ่านประเทศโอมานเพื่อใช้ในด้านมนุษยธรรม
อ้างอิง : WIONEWS








