คริสโตเฟอร์ ฮ็อดจ์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐของ Natixis ให้มุมมองว่า แม้เงินเฟ้อจะยังเป็นประเด็นหลักที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องให้ความสำคัญตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายการเงินจะต้องปรับเปลี่ยนทันที โดยคาดว่าเฟดมีแนวโน้ม “คงอัตราดอกเบี้ย” เพื่อรอดูผลกระทบจากแรงกดดันด้านราคาที่มาจากปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน นโยบายของสหรัฐเอง ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและนโยบายการค้า กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธนาคารกลางหลายประเทศเพิ่มการถือครองทองคำและลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
ฮ็อดจ์ระบุว่า แนวทางการดำเนินนโยบายของเฟดในระยะนี้จะให้น้ำหนักกับ “เสถียรภาพราคา” มากเป็นพิเศษ เนื่องจากเงินเฟ้อยังไม่สามารถกลับสู่เป้าหมายได้ต่อเนื่องนานกว่า 5 ปี อีกทั้งแรงกระแทกด้านราคาในช่วงหลัง ไม่ว่าจะจากมาตรการภาษีหรือราคาพลังงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดยังต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างแรงกดดันระยะสั้นจากปัจจัยภายนอก กับเงินเฟ้อเชิงโครงสร้างที่เกิดภายในประเทศ ซึ่งในมุมมองของเขา แรงกดดันภายในยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงโครงสร้าง ฮ็อดจ์ชี้ว่า ภาคที่อยู่อาศัยซึ่งมีสัดส่วนราว 35% ในดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่แรงกดดันด้านค่าจ้างอยู่ในระดับ 3–3.5% ซึ่งสอดคล้องกับเงินเฟ้อประมาณ 2% ส่งผลให้ภาพรวมเงินเฟ้อพื้นฐานไม่ได้ร้อนแรงอย่างที่กังวล ด้วยเหตุนี้ Natixis จึงคาดว่าเฟดภายใต้การนำของเควิน วอร์ช จะเลือก “หยุดรอดูสถานการณ์” และคงดอกเบี้ยต่อเนื่องตลอดปี 2026
สำหรับแนวทางของประธานเฟดคนใหม่ ฮ็อดจ์มองว่า วอร์ชมีจุดยืนแบบ “สายเข้มงวด (hawkish)” ชัดเจน โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) ซึ่งเขามองว่าเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม เขายังตั้งข้อสังเกตว่า การแสดงท่าทีเข้มงวดมากเกินไปตั้งแต่ต้น อาจทำให้เฟดมี “ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบาย” หากเงินเฟ้อกลับมาสูงกว่าคาดในระยะสั้น
ในอีกด้านหนึ่ง ฮ็อดจ์ชี้ว่า นโยบายของสหรัฐตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา โดยเฉพาะหลังสงครามยูเครน ได้กระตุ้นให้หลายประเทศเริ่มกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์ โดยลดการลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ และหันไปเพิ่มการถือครองทองคำมากขึ้น เขาอธิบายว่าแนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดจากการ “เทขายดอลลาร์” อย่างชัดเจน แต่เป็นลักษณะของการลดการลงทุนต่อเนื่อง หรือ “ค่อย ๆ ถอนตัว” มากกว่า
อย่างไรก็ดี แม้บทบาทของดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศอาจลดลงเล็กน้อย ฮ็อดจ์ยังมองว่าเศรษฐกิจภาคเอกชนของสหรัฐยังคงแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ในระยะยาว แม้ในฝั่งธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มน้ำหนักทองคำในพอร์ตมากขึ้นก็ตาม
ที่มา : Kitco








