“คลังน้ำมันฉุกเฉินสหรัฐ” ลดลงเหลือ 340.3 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 43 ปี แม้สหรัฐ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ หลังรัฐบาลเดินหน้าปล่อยกู้น้ำมันเพื่อสกัดราคาพลังงาน
วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 03.31 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สต็อกน้ำมันในคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 340.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2526 ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐ ที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ สะท้อนภาวะอุปทานน้ำมันที่ตึงตัว แม้สหรัฐและอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงยุติสงครามและเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งก็ตาม
ปริมาณน้ำมันใน SPR ลดลง 8.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปล่อยกู้น้ำมันจากคลังสำรองจำนวน 172 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาพลังงาน หลังราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปีจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน
นอกจากนี้สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐยังลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความต้องการใช้น้ำมันของโรงกลั่นและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังรวมของประเทศ ทั้งในภาคพาณิชย์และคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ ลดลงรวม 79 ล้านบาร์เรล เหลือเพียง 776 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2566
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันที่ศูนย์เก็บสำรองเมืองคุชชิง รัฐโอคลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบอ้างอิงของสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ลดลงเหลือ 21.6 ล้านบาร์เรล ใกล้ระดับต่ำสุดที่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ทำให้ตลาดเริ่มกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานตึงตัวในระยะสั้น
ระดับสต็อกน้ำมันใน SPR ล่าสุดยังต่ำกว่าช่วงปลายรัฐบาลของโจ ไบเดน ซึ่งเคยลดลงต่ำสุดที่ 346.8 ล้านบาร์เรล หลังมีการระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่จำนวน 180 ล้านบาร์เรล เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงหลังรัสเซียบุกยูเครน
ในขณะนั้น สมาชิกพรรครีพับลิกันได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไบเดนว่าใช้คลังสำรองน้ำมันเป็นเครื่องมือทางการเมือง และอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างถ้ำเกลือใต้ดินที่ใช้เก็บน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไบเดนปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
สำหรับโครงการปล่อยกู้น้ำมันล่าสุด บริษัทที่ได้รับน้ำมันจาก SPR จะต้องส่งคืนน้ำมันในปริมาณเท่าเดิม พร้อมชำระดอกเบี้ย เป็นน้ำมันเพิ่มเติมในอนาคต โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐระบุว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน โดยไม่สร้างภาระให้กับผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน
อ้างอิง : www.reuters.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








