วอลล์สตรีทตั้งข้อสังเกต “จีน” อาจแอบถือครองพันธบัตรสหรัฐผ่านแคนาดา หลังยอดถือครองพุ่งเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์ใน 5 ปี สวนทางข้อมูลทางการที่ชี้จีนลดถือครองต่อเนื่อง
วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนและนักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทกำลังตั้งข้อสังเกต ว่า จีนอาจยังคงถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐและตราสารหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ในปริมาณมหาศาล แต่เปลี่ยนไปฝากสินทรัพย์เหล่านี้ไว้กับสถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยเฉพาะแคนาดา เพื่อปกปิดสัดส่วนการถือครองที่แท้จริง ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและความพยายามลดการพึ่งพาระบบการเงินที่มีเงินดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
ข้อสังเกตดังกล่าวเกิดขึ้นหลังข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และตราสารหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานด้านที่อยู่อาศัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งบันทึกภายใต้ชื่อแคนาดา เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกือบแตะระดับ 6 แสนล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 4 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี แม้แคนาดาจะมีความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ และเกิดกระแสคว่ำบาตรสินค้าสหรัฐฯ ในวงกว้างก็ตาม
วิทาลี ลิเบอร์แมน (Vitaliy Liberman) ผู้เชี่ยวชาญด้านตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก DoubleLine Management ซึ่งติดตามข้อมูลการถือครองตราสารหนี้สหรัฐฯ ของนักลงทุนต่างชาติมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า เขาพบความผิดปกติจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการถือครองตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่บันทึกภายใต้ชื่อแคนาดา จึงสอบถามผู้เชี่ยวชาญในตลาดการเงินหลายราย และได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกันว่า ผู้ถือครองที่แท้จริงอาจไม่ใช่นักลงทุนแคนาดา แต่เป็นจีน
ข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ระบุว่า จีนทยอยลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกในปี 2559 โดยมูลค่าการถือครองลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เหลือ 6.18 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การถือครองตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ลดลงเกือบ 50% นับตั้งแต่ต้นปี 2567
การลดลงดังกล่าวสร้างความกังวลต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ และกระตุ้นกระแสการลงทุนที่เรียกว่า Sell America Trade หรือการเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน สงครามอิหร่านที่ดำเนินมาเป็นเวลาประมาณ 7 เดือน ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และผลักดันต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 25 ปี ท่ามกลางความกังวลว่าประเทศต่าง ๆ จะยังมีความต้องการซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ มากเพียงพอหรือไม่ ในช่วงที่รัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายราย มองว่า ตัวเลขการถือครองตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติของแคนาดา อาจสะท้อนข้อจำกัดของระบบรายงานข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งอาจไม่สามารถระบุเจ้าของสินทรัพย์ที่แท้จริงได้ทั้งหมด
ตามข้อสันนิษฐานดังกล่าว ทางการจีนอาจไม่ได้ขายพันธบัตรสหรัฐฯ ออกไปตามที่ข้อมูลทางการแสดงให้เห็น แต่เลือกย้ายสินทรัพย์ไปฝากไว้กับธนาคารผู้รับฝากหลักทรัพย์ (Custodian Banks) ในประเทศอื่น ทำให้สินทรัพย์เหล่านั้นไม่ถูกบันทึกเป็นการถือครองของจีนในสถิติของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
แนวทางดังกล่าวยังอาจสร้างข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์แก่รัฐบาลปักกิ่ง เพราะทำให้จีนดูเหมือนกำลังลดการพึ่งพาระบบการเงินสหรัฐฯ และลดการนำเงินดอลลาร์กลับไปลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ ท่ามกลางความพยายามท้าทายบทบาทของเงินดอลลาร์ที่ครองความสำคัญในระบบการค้าและการเงินโลกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
ทั้งนี้ จีนไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดองค์ประกอบของสินทรัพย์ต่างประเทศอย่างครบถ้วน และยังไม่มีหลักฐานโดยตรงที่ยืนยันว่า การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่บันทึกภายใต้ชื่อแคนาดาเกิดจากธนาคารในแคนาดาถือครองสินทรัพย์แทนจีน
สำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศของจีน (State Administration of Foreign Exchange: SAFE) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่สำนักงานกำกับดูแลสถาบันการเงินของแคนาดาระบุว่า ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับธุรกรรมของลูกค้าภายใต้การกำกับดูแล ส่วนกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นจาก Bloomberg
ข้อสันนิษฐานว่าจีนใช้สถาบันการเงินในประเทศอื่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ โดยในปี 2557 ตลาดการเงินเคยตั้งข้อสังเกตลักษณะเดียวกัน หลังมูลค่าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่บันทึกภายใต้ชื่อเบลเยียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ภายในเวลาเพียง 5 เดือน จนเบลเยียมกลายเป็นหนึ่งในผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุด ซึ่งขณะนั้นนักลงทุนจำนวนมากเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ของจีน
แบรด เซตเซอร์ (Brad Setser) อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งติดตามข้อมูลการถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศมาอย่างยาวนาน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ความสำเร็จของจีนในการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ แต่เป็นความสามารถในการซ่อนสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ไว้ในประเทศอื่นมากกว่า
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของจีนในการลดการพึ่งพาระบบการเงินสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตและส่งออกรายใหญ่ของโลก ทำให้ภาคธุรกิจมีรายรับเป็นเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาล
ในอดีต การส่งออกสินค้าจีนไปยังสหรัฐฯ ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ขณะที่เงินดอลลาร์จากการส่งออกส่วนหนึ่งถูกนำกลับไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งช่วยสนับสนุนความต้องการซื้อพันธบัตรและลดแรงกดดันต่อต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจีนมีดุลการค้าเกินดุลกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้การหาสินทรัพย์อื่นมารองรับเงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลเป็นเรื่องยาก
หากจีนเลือกขายสินทรัพย์สกุลดอลลาร์จำนวนมาก อาจส่งผลให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นและกระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก ขณะที่การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในปริมาณมากอาจกดดันราคาพันธบัตรให้ลดลง และสร้างผลขาดทุนต่อสินทรัพย์ที่จีนยังถือครองอยู่
อลิเซีย การ์เซีย-เอร์เรโร (Alicia Garcia-Herrero) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Natixis กล่าวว่า การถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ จำนวนมากยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของรัฐบาลจีน เพราะการขายสินทรัพย์ครั้งใหญ่อาจทำให้เกิดผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าตามราคาตลาดต่อพอร์ตที่เหลืออยู่ ผลักดันให้เงินหยวนแข็งค่า และทำให้จีนต้องเผชิญปัญหาว่าจะนำเงินดอลลาร์ไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดแทน
แม้ยังไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าเหตุใดจีนจึงอาจเลือกใช้สถาบันการเงินในแคนาดาเป็นช่องทางถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งเชื่อว่า จีนอาจอยู่เบื้องหลังการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตัวเลขการถือครองดังกล่าว
โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันและได้รับการค้ำประกันจากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ (Agency Mortgage-Backed Securities: Agency MBS) ซึ่งบันทึกภายใต้ชื่อแคนาดา เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2564 เป็นประมาณ 1.62 แสนล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน
ตัวเลขดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาด Agency MBS มีผู้ลงทุนรายใหญ่ไม่มากนัก โดยในอดีต ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน เป็นผู้ถือครองต่างชาติรายสำคัญที่สุด
Bloomberg สัมภาษณ์นักลงทุนและนักกลยุทธ์ด้านตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวม 12 ราย ซึ่งต่างระบุว่า ไม่เคยพบหรือได้รับข้อมูลว่านักลงทุนแคนาดาเข้าซื้อ Agency MBS ของสหรัฐฯ ในปริมาณมาก ขณะที่สถาบันการเงินรายใหญ่บางแห่งของแคนาดาก็ระบุว่า ไม่ได้เป็นผู้ซื้อรายสำคัญเช่นกัน
นิค ทราวาลิโน (Nick Travaglino) หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อที่มีการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ของ Nuveen Asset Management กล่าวว่า การเข้าซื้อตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ โดยนักลงทุนแคนาดา ไม่ใช่ประเด็นที่มีการพูดถึงในตลาด
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่นักวิเคราะห์ทุกคนที่เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ ในแคนาดาเกิดจากจีนทั้งหมด
อเล็กซ์ เอทรา (Alex Etra) นักกลยุทธ์มหภาคอาวุโสของ Vanda Research และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจเกิดจากกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในแคนาดา ซึ่งเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และ Agency MBS พร้อมใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือแสวงหาผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา
เอทรากล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างมั่นใจว่าการเพิ่มขึ้นทั้งหมดเกิดจากจีน เนื่องจากนักวิเคราะห์แต่ละฝ่ายมีข้อมูลเพียงบางส่วน และยังไม่มีใครมองเห็นภาพรวมที่แท้จริงทั้งหมด
การปกปิดสถานที่ถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ อาจมีประโยชน์ทางการเมืองและยุทธศาสตร์สำหรับจีน โดยเฉพาะการสร้างภาพว่ากำลังลดการพึ่งพาระบบการเงินสหรัฐฯ ในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยังดำเนินต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ พาน กงเซิ่ง (Pan Gongsheng) ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เคยวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินโลกที่พึ่งพาสกุลเงินหลักเพียงสกุลเดียว โดยเตือนว่า สกุลเงินที่มีอิทธิพลเหนือระบบการเงินระหว่างประเทศอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
ความกังวลดังกล่าวมีตัวอย่างชัดเจนจากกรณีสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอายัดสินทรัพย์ของรัสเซียในต่างประเทศมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2565
นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยังขู่ว่าจะตัดหน่วยงานที่ทำธุรกรรมกับอิหร่านออกจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์ แม้มาตรการที่เกิดขึ้นจริงยังมีขอบเขตจำกัด แต่ความเป็นไปได้ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้จีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่จากอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม จีนยังมีทางเลือกจำกัดในการบริหารเงินดอลลาร์ที่ได้รับจากการส่งออกจำนวนมหาศาล ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสงสัยต่อข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ที่แสดงว่าจีนลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
การ์เซีย-เอร์เรโร ระบุว่า เธอไม่เชื่อว่าจีนสามารถลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รวดเร็วตามตัวเลขที่รายงาน เนื่องจากจีนยังคงมีดุลการค้าเกินดุลมหาศาล และมีความเป็นไปได้ว่าสินทรัพย์จำนวนมากถูกย้ายไปบันทึกการถือครองผ่านแคนาดาแทน
ทั้งนี้ ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ผ่านแคนาดายังไม่มีหลักฐานยืนยันโดยตรง และไม่สามารถสรุปได้ว่าการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่บันทึกภายใต้ชื่อแคนาดาทั้งหมดเป็นการลงทุนของจีน แต่ประเด็นดังกล่าวสะท้อนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับขนาดการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่แท้จริงของจีน และข้อจำกัดของความพยายามลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก
อ้างอิง : www.bloomberg.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








