รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่ “ไม่เคยมีมาก่อน” โดยระบุว่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างการแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเข้มข้น และการคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อสกัดกั้นการเข้าออกของสินค้าและการขนส่งผ่านท่าเรือของอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของมาตรการดังกล่าวเพิ่มเติม
คำกล่าวดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ พีท เฮกเซท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ระบุว่ากองทัพสหรัฐสามารถคงการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านได้ “อย่างไม่มีกำหนด” โดยกองทัพเรือจะดำเนินการหมุนเวียนกำลังเรือรบเข้าออกพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการปฏิบัติการทางทหาร มีรายงานว่าเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ซึ่งปฏิบัติภารกิจในตะวันออกกลางมานานกว่า 250 วัน กำลังจะถูกแทนที่โดย USS George Washington โดยกลุ่มเรือรบ George Washington ได้ออกจากเวียดนามเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ
ขณะเดียวกัน ประเด็นสภาพความเป็นอยู่บนเรือ USS Abraham Lincoln ได้กลายเป็นข้อถกเถียงในสหรัฐ หลังมีรายงานเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร ขวัญกำลังใจที่ลดลง และแม้กระทั่งความพยายามกระโดดน้ำของกำลังพล อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลาโหมได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่ารายงานเหล่านี้ “ถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง”
ด้าน ไมค์ เลวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ได้ส่งจดหมายแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อสภาพความเป็นอยู่ของกำลังพลบนเรือ โดยอ้างถึงปัญหาหลายประการ เช่น ห้องอาบน้ำที่มีเชื้อรา ห้องน้ำชำรุด การขาดแคลนน้ำร้อน การเข้าถึงอาหารสดที่จำกัด รวมถึงปัญหาการขาดแคลนเสบียง นอกจากนี้ยังระบุว่าภาระงานที่หนักเกินไปของกำลังพลส่งผลให้เกิดความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟอย่างรุนแรง
ในอีกด้านหนึ่ง กองบัญชาการกลางของสหรัฐได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรงบนเรือดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ การชี้แจงมีขึ้นหลังจากสื่ออิหร่านรายงานว่ามีกำลังพลสหรัฐเสียชีวิต 7 นายและบาดเจ็บอีกหลายรายจากเหตุปะทะกันบนเรือ
สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับแรงกดดันทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นความท้าทายภายในของกองทัพสหรัฐในการบริหารจัดการกำลังพลและภารกิจระยะยาวในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ที่มา : CNBC








