สี จิ้นผิง ย้ำ “ไต้หวัน” คือประเด็นอ่อนไหวที่สุด เตือนหากบริหารความสัมพันธ์ผิดพลาด อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือความขัดแย้งที่สร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพโลก
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.05 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เปิดฉากการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่งด้วยบรรยากาศเชิงบวก โดยทั้งสองฝ่ายต่างเน้นย้ำถึงโอกาสในการร่วมมือกัน แม้ผู้นำจีนจะย้ำชัดว่า “ไต้หวัน” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
สี จิ้นผิง กล่าวตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวว่า “หากจัดการผิดพลาด ทั้งสองประเทศอาจเผชิญการปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้ง ซึ่งจะผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เข้าสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังผู้นำทั้งสองกล่าวเปิดการประชุมด้วยถ้อยคำเชิงบวก โดยสี จิ้นผิง ระบุว่า “เราควรเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” พร้อมเสริมว่า ทั้งสองประเทศควรช่วยกันประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน รวมถึงหาหนทางใหม่ในการอยู่ร่วมกันของมหาอำนาจในยุคปัจจุบัน
การพบกันครั้งนี้จัดขึ้นที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง หลังพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังดำรงตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยพิธีดังกล่าวประกอบด้วยกองทหารเกียรติยศ ขบวนต้อนรับอย่างเป็นทางการ และเด็กจำนวนมากโบกธงจีนและสหรัฐฯ พร้อมส่งเสียงเชียร์ต้อนรับคณะผู้แทน
ด้านทรัมป์กล่าวชื่นชมการต้อนรับของจีน พร้อมเรียกสี จิ้นผิงว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แม้ยอมรับว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความซับซ้อน แต่ยังแสดงความหวังต่ออนาคตที่ยอดเยี่ยมของสองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก
“ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะดีกว่าที่เคยมีมา” ทรัมป์กล่าว
การประชุมตลอดสองวันถูกจับตาว่า จะสามารถรักษาภาวะผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองประเทศไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น และยังเป็นบททดสอบว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมยอมประนีประนอมมากน้อยเพียงใด
ทรัมป์ยังกล่าวถึงคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ร่วมเดินทางไปจีน ทั้ง Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA และ Elon Musk จาก Tesla โดยระบุว่า ผู้นำธุรกิจเหล่านี้เดินทางมาเพื่อ “แสดงความเคารพต่อจีน” และหวังขยายการค้าและการลงทุนร่วมกัน ขณะเดียวกัน Tim Cook ซีอีโอของ Apple ซึ่งเข้าร่วมการประชุมด้วย ได้ยกนิ้วโป้งให้ผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามว่าการประชุมดำเนินไปอย่างไร
ระหว่างพิธีต้อนรับ สี จิ้นผิง และทรัมป์เดินเคียงกัน พร้อมหยุดทักทายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน เริ่มจาก ไช่ ฉี หัวหน้าสำนักงานของผู้นำจีน ก่อนทักทายคณะผู้แทนสหรัฐฯ ซึ่งมีทั้ง เดวิด เพอร์ดู เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำจีน รวมถึง Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศ และ Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหม
ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการพบกันที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งในหลายด้าน ทั้งเรื่องการครอบงำแร่หายากของจีน และมาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงของสหรัฐฯ
ก่อนการประชุม รูบิโอกล่าวว่า ความสัมพันธ์กับจีนเป็นทั้งความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์อันดับหนึ่ง และความสัมพันธ์สำคัญที่สุดที่สหรัฐต้องบริหารจัดการ
เขาระบุว่า “จีนเป็นประเทศใหญ่และทรงอำนาจ และจะเติบโตต่อไป แต่ผลประโยชน์ของเราบางส่วนย่อมขัดแย้งกับผลประโยชน์ของพวกเขา”
แม้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนจากการประชุมอาจต้องรอจนกว่าการหารือจะเสร็จสิ้น แต่คาดว่าหัวข้อหลักจะครอบคลุมทั้งการค้า ภาษี ไต้หวัน และอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่า เป้าหมายแรกของเขาคือการขอให้จีนลดอุปสรรคทางการค้า
“ผมจะขอให้ประธานาธิบดีสี ผู้นำที่โดดเด่นอย่างยิ่ง เปิดจีนให้มากขึ้น เพื่อให้คนเก่งเหล่านี้ได้แสดงศักยภาพ และช่วยยกระดับจีนขึ้นไปอีก” ทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า สหรัฐและจีนกำลังพิจารณากรอบความร่วมมือใหม่ ซึ่งอาจผ่อนคลายภาษีสินค้าฝั่งละประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติ
รูบิโอยังระบุว่า สหรัฐจะผลักดันให้จีนช่วยคลี่คลายสงครามอิหร่าน โดยหวังให้ปักกิ่งมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกดดันให้อิหร่านลดความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย
เขากล่าวว่า เรื่องนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนเอง เนื่องจากเอเชียพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคนี้อย่างมาก อีกทั้งเรือสินค้าจีนยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมาย และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะกระทบผู้ส่งออกจีนโดยตรง
อ้างอิง : bloomberg.com








