ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดเดินทางถึงกรุงปักกิ่งในวันพุธนี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ท่ามกลางบรรยากาศโลกที่ยังเต็มไปด้วยความกังวล ทั้งประเด็นสงคราม การค้า และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ทรัมป์กล่าวก่อนออกเดินทางว่า สหรัฐฯ และจีนคือ “สองมหาอำนาจของโลก” โดยย้ำถึงความแข็งแกร่งทางทหารของสหรัฐฯ ขณะที่จีนถูกมองว่าเป็นอันดับสอง อย่างไรก็ตาม การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนสำหรับผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากคะแนนนิยมภายในประเทศถูกกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน
รัฐบาลทรัมป์จึงพยายามสร้าง “ชัยชนะทางเศรษฐกิจ” ผ่านการเจรจาการค้ากับจีน โดยมุ่งหวังให้จีนเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเครื่องบิน พร้อมเสนอแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านการค้า (Board of Trade) เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง และลดความเสี่ยงของสงครามการค้าที่เคยปะทุจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งจีนตอบโต้ด้วยการควบคุมแร่หายาก
แม้ทรัมป์จะเน้นย้ำว่าประเด็นหลักคือการค้า แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยกดดันสำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งกับอิหร่านที่ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลก และดันราคาพลังงานสูงขึ้นจนเสี่ยงกระทบการเติบโตเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าไม่ได้คาดหวังให้จีนเข้ามามีบทบาทในประเด็นอิหร่าน โดยยืนยันว่า “สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม”
ไต้หวัน-การค้า ประเด็นร้อนบนโต๊ะเจรจา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือสถานะของไต้หวัน ซึ่งจีนแสดงความไม่พอใจต่อแผนของสหรัฐฯ ในการขายอาวุธให้ไต้หวัน มูลค่ากว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ ที่ได้รับอนุมัติไปก่อนหน้านี้แต่ยังไม่เริ่มส่งมอบ
ท่าทีของทรัมป์ต่อไต้หวันถูกมองว่ามีความไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ อาจลดระดับการสนับสนุนหรือไม่ ขณะเดียวกัน ไต้หวันมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลกในฐานะผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยี AI และทำให้สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไต้หวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทรัมป์มั่นใจสัมพันธ์ “แน่นแฟ้น” แม้เผชิญแรงกดดัน
แม้เผชิญความท้าทายหลายด้าน ทรัมป์ยังคงแสดงความเชื่อมั่นต่อความสัมพันธ์กับผู้นำจีน โดยระบุว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน “อีกหลายทศวรรษ” และคาดว่า สี จิ้นผิง จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในช่วงปลายปีนี้
กำหนดการเยือนจีนของทรัมป์ประกอบด้วยพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ งานเลี้ยงรัฐพิธี และการหารือแบบไม่เป็นทางการ โดยมีบุคคลสำคัญจากภาคธุรกิจร่วมเดินทางด้วย อาทิ Jensen Huang และ Elon Musk
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Center for Strategic and International Studies มองว่า จีนอาจอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในการเจรจาครั้งนี้ และแม้จะไม่ได้ข้อตกลงสำคัญ หากไม่มีความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มเติม จีนก็ยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
ดันแนวคิดข้อตกลงนิวเคลียร์ 3 ฝ่าย
นอกจากประเด็นการค้า ทรัมป์ยังมีแผนเสนอแนวคิดให้สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากข้อตกลง New START ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ไม่มีข้อจำกัดต่อคลังอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสองประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี
ปัจจุบัน จีนมีหัวรบนิวเคลียร์มากกว่า 600 ลูก และอาจเพิ่มขึ้นเกิน 1,000 ลูกภายในปี 2030 แต่ยังคงมีจำนวนต่ำกว่าสหรัฐฯ และรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้จีนยังไม่แสดงท่าทีสนับสนุนข้อตกลงลักษณะนี้อย่างชัดเจน
การพบกันระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจครั้งนี้ จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงในมิติความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ยังรวมถึงทิศทางเศรษฐกิจโลก ความมั่นคง และสมดุลอำนาจในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง : AP News








