ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก “เจอโรม พาวเวล” ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลตลอดระยะเวลา 8 ปีในตำแหน่ง ต้องเผชิญกับบททดสอบที่ “หนัก” ซึ่งกำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งในวันที่ 15 พ.ค.นี้
วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” สรุปเรื่องราวชายผู้ยึดมั่นในหลักการใน 5 วิกฤติใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราก หรือแม้แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในบางจังหวะ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะกลายเป็น “มรดก” ชิ้นสำคัญที่กำหนดอนาคตทางการเงินของสหรัฐและเศรษฐกิจโลกใบนี้
เส้นทางพาวเวล ก่อนจะมาเป็น ‘ประธานเฟด’
พาวเวลเติบโตมาจากงานสายกฎหมาย และสร้างชื่อในอาชีพด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกรรม Private Equity หรือ หุ้นนอกตลาด
พาวเวล คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินสลับกับการทำงานภาครัฐ จนกระทั่งในปี 2011 เส้นทางสายนี้ก็นำเขาไปสู่สถาบันวิจัยในวอชิงตัน จนได้แสดงฝีมือในการช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยวิกฤติ “เพดานหนี้” ครั้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐ
งานนี้ทั้งหินและต้องใช้ความพยายามอย่างสูง พาวเวลต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการประชุมกับเหล่านักการเมืองในสภาคองเกรส เพื่อชี้ให้เห็นถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นหากสหรัฐ ผิดนัดชำระหนี้
ผลงานครั้งนั้นเข้าตาประธานาธิบดี “บารัค โอบามา” จนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ว่าการเฟด และเมื่อถึงยุคของทรัมป์ ที่ต้องการหาคนมาแทนที่เยลเลน พาวเวลซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันจึงถูกเลือกให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟด
1. อุ้มเศรษฐกิจพ้น ‘วิกฤติโควิด-19’
ในปี 2018 ซึ่งเป็นปีแรกที่พาวเวลดำรงตำแหน่งประธานเฟด ได้ปรับ “ขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ถึง 4 ครั้ง หลังจากที่สหรัฐคงดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินมานานหลายปีนับตั้งแต่ช่วงวิกฤติการเงินโลก ซึ่งในขณะนั้น ทรัมป์พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษี จึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่เฟดดำเนินนโยบายสวนทางกับความต้องการของเขา
ในเวลาเดียวกัน ตลาดแรงงานสหรัฐเกิดปรากฏการณ์ที่น่าทึ่ง คืออัตราการว่างงานลดลงต่ำกว่า 4% และลดลงต่อเนื่องจนทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
พาวเวลซึ่งเป็นประธานเฟดคนแรกในรอบ 40 ปีที่ไม่ได้จบด็อกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์ ตัดสินใจ “ทิ้งตำราเดิม” พร้อมกับพยายามสร้างนโยบายใหม่ โดยประกาศว่าเฟดจะยอมให้เงินเฟ้อสูงกว่า 2% ได้ในบางช่วง เพื่อชดเชยช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา และจะไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพราะกังวลเรื่องการจ้างงานที่สูงเกินไป
แต่นโยบายใหม่นี้เพิ่งจะเริ่มใช้ในเดือนส.ค. 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้วเพราะโควิด-19
โควิด-19 น่าจะเป็นผลงานหลักที่พาวเวลถูกจดจำ เขาเป็นผู้นำคนแรกๆ ในวอชิงตันที่ตระหนักว่าไวรัสนี้จะสร้างความ “หายนะ” ต่อเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากได้รับคำเตือนว่าอาจไม่มีวัคซีนและต้องปิดประเทศเป็นปี
ภายในไม่กี่สัปดาห์ ชาวอเมริกัน 22 ล้านคนต้องตกงาน เฟดรีบหั่นดอกเบี้ยลงจนเหลือ 0% และอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการที่ไม่เคยทำมาก่อน
พาวเวลยังทำหน้าที่เชิงรุกด้วยการเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งอัดฉีดเงินช่วยเหลือประชาชนโดยตรง ซึ่งนำไปสู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งผลที่ได้คือ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” จบลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 เดือน และการจ้างงานฟื้นตัวกลับมาอย่างน่าอัศจรรย์
2. วิกฤติ ‘เงินเฟ้อ’ ลากยาว พุ่งสูงสุดรอบ 40 ปี
ทว่าผลข้างเคียงจากการอัดฉีดเงินและปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก ทำให้สหรัฐ เผชิญกับภาวะ “เงินเฟ้อรุนแรง” ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ปัญหาเงินเฟ้อได้กลายเป็นปัจจัยเปลี่ยนเกมการเมืองสหรัฐ เมื่อค่าครองชีพทั้งราคาบ้าน อาหาร และรถยนต์พุ่งสูงขึ้น คำมั่นสัญญาของทรัมป์ที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2024
ในปี 2022 หลังจากรัสเซียรุกรานยูเครนจนราคาพลังงานพุ่งสูง พาวเวลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้อง “เหยียบเบรก” เศรษฐกิจอย่างรุนแรง เขาปรับ “ขึ้นดอกเบี้ย” อย่างดุเดือดที่สุดนับตั้งแต่ยุค 1980 เพื่อสยบเงินเฟ้อ
ความผิดพลาดที่ล่าช้านี้ส่งผลให้พาวเวลต้องทบทวนหลักการทำงานของเฟดใหม่อีกครั้งในการปฏิรูปปี 2025 โดยยกเลิกนโยบายผ่อนปรนเดิมทั้งหมด และกลับไปยึดแนวทางดั้งเดิมที่เน้นการคุมเงินเฟ้ออย่างเข้มงวด
ในท้ายที่สุด พาวเวลสามารถทำให้เศรษฐกิจ “ลงจอดอย่างนุ่มนวล” ได้สำเร็จ แม้เขาจะยอมรับว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงอยู่ทำให้เฟดยังมีภารกิจที่ต้องทำต่ออีกมาก
อย่างไรก็ดี คนเริ่มไม่มั่นใจว่าเฟดจะคุมสถานการณ์ได้จริง โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับปัจจัยลบใหม่ๆ เช่น ภาษีนำเข้าในปี 2025 หรือสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
เหล่านักวิจารณ์มองว่า ความล้มเหลวในการควบคุมเงินเฟ้อคือจุด “ด่างพร้อย” ที่ใหญ่ที่สุดในผลงาน
แม้ว่าในตอนท้ายพาวเวลจะสามารถทำให้ราคาสินค้าลดลงจากจุดสูงสุดได้โดยไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างที่หลายคนกังวล แต่ในวันที่เขาต้องก้าวลงจากตำแหน่ง คือ 15 พ.ค. อัตราเงินเฟ้อก็ยังคงสูงเกินเป้าหมาย 2% ต่อเนื่องมานานถึง 5 ปีเต็ม
3. วิวาทะ ‘ทรัมป์-พาเวล’
ช่วงเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ระหว่างทรัทป์และพาเวลจบลงอย่างรวดเร็ว ทรัมป์เปลี่ยนท่าทีมาโจมตีคนที่ตัวเองเลือกมากับมือ
เมื่อทรัมป์เริ่มใช้ถ้อยคำโจมตีพาวเวลอย่างดุเดือดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งในวาระที่ 2 ความบาดหมางเริ่มชัดเจนขึ้น โดยทรัมป์เรียกพาวเวลว่าพวก “สายเกินแกง” (Too Late) พร้อมทั้งพูดจาเสียดสีเรื่องการไล่เขาออกจากตำแหน่ง และตราหน้าเขาว่าเป็น “คนโง่” รวมถึงใช้คำดูถูกอื่นๆ อีกสารพัด
ในขณะเดียวกัน ทีมงานของทรัมป์เริ่มพุ่งเป้าไปที่โครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด จนกระทั่งในปี 2025 ทรัมป์ลงมาตรวจไซต์ก่อสร้างด้วยตัวเอง และประกาศต่อหน้าสื่อว่า งบประมาณก่อสร้างครั้งนี้พุ่งสูงเกินกว่าตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ 2.5 พันล้านดอลลาร์ไปไกลมาก
ในฝั่งของพาวเวลกลับรับมืออย่างใจเย็น เขาหยิบแว่นอ่านหนังสือขึ้นมาสวม ตรวจสอบเอกสารในมืออย่างละเอียด แล้วสวนกลับประธานาธิบดีไปตรงๆ ว่า “ท่านคำนวณตัวเลขผิด”
หลังจากเหตุการณ์ที่ไซต์ก่อสร้าง ทรัมป์ดูเหมือนจะสงบทีท่าลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยกระดับการโจมตีให้รุนแรงขึ้นอีกครั้ง ด้วยความพยายามที่จะปลด “ลิซา คุก” หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดออกจากตำแหน่ง โดยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อบ้านที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ซึ่งที่ผ่านมาสหรัฐไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามปลดผู้ว่าการเฟดมาก่อน และขณะนี้คดีดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาลฎีกา
ในปีเดียวกัน ฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้เริ่มแอบทำการสอบสวนเงียบๆ เกี่ยวกับการงบประมาณปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งการสอบสวนนี้เองที่นำไปสู่การออกหมายเรียก และกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญในบทบาทช่วงสุดท้ายของพาวเวล
4. การรักษาอิสระของ ‘ธนาคารกลาง’
ในช่วงเวลาที่ทรัมป์พยายามปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษเพื่อดึงอำนาจบริหารมาไว้ที่ทำเนียบขาว “เฟด” กลับเป็นหนึ่งในไม่กี่สถาบันที่ยืนหยัดต่อต้าน การกระทำนี้ส่งผลให้พาวเวลได้รับความเลื่อมใสจากสาธารณชนมากขึ้น
พาวเวลและกลุ่มพันธมิตรยืนยันว่า สิ่งที่พวกเขากำลังปกป้องคือ “ความเป็นอิสระของเฟด” เพื่อให้สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องถูกแทรกแซงจากนักการเมืองที่มุ่งหวังเพียงผลการเลือกตั้ง ซึ่งความเป็นอิสระนี้เองคือรากฐานสำคัญของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจสหรัฐ
สำหรับพาวเวลแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย แต่เป็นเรื่องของ “ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ” ซึ่งแม้แต่อดีตประธานเฟดคนก่อนๆ ก็เห็นพ้องในเรื่องนี้
ด้าน “เจเน็ต เยลเลน” อดีตประธานเฟดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวสนับสนุนว่า “นี่คือสิ่งที่นิยามตัวตนและแนวทางของเขาอย่างแท้จริง และจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การทำงานที่เขาทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง”
5 วิกฤติแบงก์ล้ม และเรื่องอื้อฉาวในเฟด
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจมหภาค พาวเวลยังต้องรับมือกับวิกฤติธนาคารระดับภูมิภาคในปี 2023 เช่น การล้มละลายของ Silicon Valley Bank แม้เฟดจะเข้าช่วยได้ทันจนไม่ลามเป็นวิกฤติวงกว้าง แต่ก็ทำให้เกิดคำถามว่าเฟดหละหลวมในการกำกับดูแลตั้งแต่ต้นหรือไม่
ซ้ำร้ายยังมีเรื่องอื้อฉาวด้านจริยธรรมของเจ้าหน้าที่เฟดเกี่ยวกับการลงทุนส่วนตัว จนพาวเวลต้องออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในปี 2022 แต่ปัญหาก็ยังไม่จบสิ้น เมื่อผู้ว่าการเฟดอย่าง “เอเดรียน่า คูเกลอร์ ”ต้องลาออกเมื่อปีที่แล้วจากการละเมิดกฎการซื้อขายหลักทรัพย์เสียเอง
บทสุดท้าย และบทบาทใหม่ของพาวเวล
พาวเวลได้ฝากคำแนะนำถึงผู้ที่จะมารับไม้ต่อว่า ควรหลีกเลี่ยงการเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเกมการเมืองจากการเลือกตั้ง รักษาความสัมพันธ์อันดีกับรัฐสภา และให้เกียรติในความสามารถของเจ้าหน้าที่เฟดทุกคน
พาเวลพูดอย่างกินใจเมื่อเดือนมี.ค.ว่า “ท้ายที่สุดแล้ว เราทุกคนย่อมอยากมองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตของตนเอง แล้วมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง”
สำหรับการประชุมเฟดในเดือนมิ.ย.ที่จะถึงนี้ พาวเวลจะเข้าร่วมในฐานะสมาชิกปกติคนหนึ่ง โดยเขายืนยันว่าไม่มีแผนที่จะทำตัวเป็น “ประธานเงา” หรือคอยบงการและบั่นทอนอำนาจของผู้สืบทอดตำแหน่งคนใหม่แต่อย่างใด
เส้นทางอาชีพของพาวเวลในฐานะประธานเฟดอาจสรุปได้ด้วยเนื้อเพลงอันโด่งดังของวง Grateful Dead วงดนตรีโปรดของเขาที่ว่า “What a long, strange trip it’s been” หมายถึง ช่างเป็นการเดินทางที่ยาวนานและแปลกประหลาดเหลือเกิน
ไมเคิล ฟอล์คเคนเดอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง มองว่าหากตัดสินกันตามเกณฑ์ปกติในฐานะผู้ควบคุมเงินเฟ้อ พาวเวลอาจถูกจดจำในฐานะประธานเฟดที่มีผลงาน “ย่ำแย่” แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาอาจได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์ในฐานะ “ผู้ปกป้องอิสรภาพของเฟด” จากการแทรกแซงทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดยุคหนึ่ง
ปีเตอร์ คอนติ-บราวน์ นักประวัติศาสตร์ด้านเฟด ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า “ช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของเขาคือปี 2020 ท่ามกลางวิกฤตโควิด และต่อมาในปี 2025-2026 เมื่อถูกรัฐบาลทรัมป์เปิดฉากโจมตีความเป็นอิสระของธนาคารกลางอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมั่นคงแน่นอน”
อ้างอิง Bloomberg
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ








