ทำเนียบขาวเดินหน้าเพิ่มแรงกดดันต่อทิศทางนโยบายการเงินอย่างชัดเจน ก่อนการประชุมนโยบายครั้งแรกของ เควิน วอร์ช โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาส่งสัญญาณตรงไปยังธนาคารกลางสหรัฐฯ ว่า “ไม่มีเหตุผล” ที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ตลาดการเงินและนักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มประเมินว่า Federal Reserve อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีเพื่อรับมือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของมุมมองตลาด หลังข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด—การจ้างงานเพิ่มขึ้นและอัตราว่างงานทรงตัว—ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย และนักลงทุนเริ่ม “price in” ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Goldman Sachs ได้ปรับมุมมองโดยลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในปีนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในเชิงนโยบาย ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนภายใต้กรอบ “Dual Mandate” คือการรักษาสมดุลระหว่างการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา โดยการคงดอกเบี้ยต่ำแม้ช่วยสนับสนุนการจ้างงาน แต่มีความเสี่ยงเร่งเงินเฟ้อ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยแม้ช่วยควบคุมราคา แต่จะเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันกิจกรรมเศรษฐกิจ
แม้ เควิน วอร์ช จะเข้ารับตำแหน่งท่ามกลางความคาดหวังว่าอาจดำเนินนโยบายผ่อนคลายมากขึ้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับกดดันให้ธนาคารกลางต้องคงจุดยืนระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวสูงขึ้น และแรงกดดันเงินเฟ้อได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ล่าสุดยังสะท้อน “แนวโน้มสายเข้มงวด (Hawkish)” มากขึ้น โดยกรรมการส่วนใหญ่ส่งสัญญาณว่า หากเงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% อย่างต่อเนื่อง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจมีความจำเป็น
นักวิเคราะห์มองว่า ความไม่แน่นอนของสงครามในอิหร่านอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบาย หากความขัดแย้งยืดเยื้อจนผลักดันเงินเฟ้อผ่านราคาพลังงาน อาจทำให้ธนาคารกลางต้องปรับท่าทีจาก “เป็นกลาง” ไปสู่ “เข้มงวด” มากขึ้นในระยะถัดไป
แม้ตลาดยังคาดว่าการประชุมในวันที่ 16-17 มิ.ย. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ แต่ทิศทางโดยรวมสะท้อนชัดว่า ความคาดหวังต่อการ “ลดดอกเบี้ย” ในปีนี้ได้ถูกถอดออกจากสมการไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วยความเสี่ยงของการ “ขึ้นดอกเบี้ย”
อ้างอิง : Yahoo Finance








