นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการคลังของสหรัฐเตือนว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเผชิญ “แรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหม่” ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตการเงิน หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดระดับโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือสหรัฐกำลังเข้าสู่ความเสี่ยงดังกล่าวด้วย ระดับหนี้สาธารณะที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 100% ของ GDP ใกล้ระดับสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในอดีต สหรัฐเคยมีระดับหนี้ต่ำกว่านี้มาก โดยก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2008 หนี้อยู่ที่ประมาณ 35% ของ GDP และก่อนวิกฤตโควิด-19 อยู่ที่ 79% ของ GDP สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของรัฐบาลสหรัฐในการรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไปมีจำกัดมากกว่าที่เคย
นักวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีประวัติเผชิญภาวะถดถอยเฉลี่ย ประมาณทุก 7 ปี นับตั้งแต่ปี 1950 และวิกฤตครั้งใหม่อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น ฟองสบู่สินทรัพย์แตกในตลาดอสังหาริมทรัพย์ หุ้น เทคโนโลยี AI หรือสินทรัพย์ดิจิทัล การลดลงของความเชื่อมั่นผู้บริโภค ความผิดพลาดด้านนโยบายการเงินหรือการคลัง วิกฤตสถาบันการเงิน ความผันผวนในตลาดพันธบัตรรัฐบาล หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น สงคราม ภัยธรรมชาติ หรือการล่มสลายของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ในอดีต มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตมักต้องอาศัยการกู้เงินจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้ระดับหนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น ในช่วงการระบาดของโควิด-19 หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ของ GDP ขณะที่ช่วงวิกฤตการเงินโลกเพิ่มขึ้นถึง 35% ของ GDP อย่างไรก็ตาม หลังวิกฤตผ่านพ้นไป รัฐบาลสหรัฐกลับไม่ได้ลดการกู้ยืมลงอย่างจริงจัง ส่งผลให้ฐานะการคลังในปัจจุบันเปราะบางมากขึ้น
ปัจจุบัน สหรัฐมี การขาดดุลงบประมาณเกือบ 6% ของ GDP ขณะที่ภาระดอกเบี้ยรัฐบาลกินสัดส่วนเกือบ หนึ่งในห้าของรายได้รัฐบาลกลาง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ราว 3% สูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีอยู่เหนือ 4% และพันธบัตรอายุ 30 ปีใกล้ 5%
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์เสนอให้รัฐบาลสหรัฐเตรียม “Break Glass Plan” หรือแผนฉุกเฉินรับมือวิกฤตเศรษฐกิจล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างรวดเร็วและมีวินัยทางการคลังมากขึ้น แผนดังกล่าวประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่
- มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแบบเจาะจง
รัฐบาลควรใช้มาตรการที่ตรงกับสาเหตุของวิกฤต เช่น การลดดอกเบี้ย การลดภาษีชั่วคราว หรือการเพิ่มสวัสดิการว่างงาน โดยต้องมีลักษณะเฉพาะเจาะจง ชั่วคราว และใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปจนเกิดเงินเฟ้อ - แผนลดการขาดดุลระยะกลางควบคู่กับมาตรการกระตุ้น
นักเศรษฐศาสตร์เสนอแนวคิด “Super PAYGO” ซึ่งกำหนดให้ทุก 1 ดอลลาร์ของการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องมีมาตรการลดการขาดดุลระยะยาวอย่างน้อย 2 ดอลลาร์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดการเงิน - กลไกลดการขาดดุลอัตโนมัติหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว
เมื่อเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ รัฐบาลควรมีมาตรการอัตโนมัติ เช่น การจำกัดการเพิ่มงบประมาณ การชะลอการปรับขึ้นค่าใช้จ่ายภาครัฐ หรือการจัดเก็บภาษีเพิ่มในบางส่วน เพื่อดึงระดับการขาดดุลให้ลดลงสู่เป้าหมายประมาณ 3% ของ GDP - การตั้งคณะกรรมาธิการการคลังแบบ 2 พรรคการเมือง
เพื่อออกแบบการปฏิรูประบบภาษีและงบประมาณในระยะยาว ลดการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และวางแนวทางควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเตรียมแผนล่วงหน้าจะช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการออกมาตรการแบบเฉพาะหน้าเหมือนในอดีต อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดการเงินว่าการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
รายงานดังกล่าวสรุปว่า แม้ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า “ช็อกเศรษฐกิจครั้งต่อไป” จะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่การที่สหรัฐกำลังเข้าสู่ความเสี่ยงดังกล่าวด้วยระดับหนี้สูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้การเตรียมแผนรับมืออย่างรอบคอบกลายเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะยาว
แหล่งที่มา : องค์กรวิจัยและไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐฯ (Committee for Responsible Federal Budget)
https://www.crfb.org/papers/case-emergency-break-glass-plan-next-economic-shock








