ข่าวสารการลงทุน

ความเสี่ยง “Stagflation” แบบยุค 1970 กลับมา? หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว

10 มีนาคม 2569|11:42 น.

ความกังวลเกี่ยวกับภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตต่ำ กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในตลาดการเงินสหรัฐอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะต่อไป

ภาวะ Stagflation ถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงสร้าง “แรงกดดันสองด้าน” ต่อเศรษฐกิจ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ อาจยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น ในขณะเดียวกัน ราคาสินค้าที่สูงอย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคและตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งพึ่งพาการบริโภคคิดเป็นมากกว่าสองในสามของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด

เอริก นอร์แลนด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ CME Group ระบุว่า เขามีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมายของธนาคารกลาง และแนวโน้มที่ธนาคารกลางบางแห่งเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

ตลาดการเงินเริ่มผันผวนมากขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ โดยในช่วงเปิดการซื้อขาย ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ก่อนจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงบ่าย

แรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่าเศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียตำแหน่งงาน 92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของการจ้างงานที่ซบเซาตั้งแต่ต้นปี 2025 และเพิ่มความกังวลว่าแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในปีที่ผ่านมาอาจเริ่มชะลอลง โดยตลอดทั้งปี 2025 การจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 116,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นต่อเดือนของปีก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐตามดัชนีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ใช้เป็นตัวชี้วัดหลักยังคงอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

ย้อนอดีตยุค Stagflation ในทศวรรษ 1970

เศรษฐกิจโลกเคยเผชิญแรงกระแทกจาก Stagflation ที่เกิดจากราคาน้ำมันในปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤต Stagflation ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน

ความกังวลเกี่ยวกับ Stagflation เคยเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนเมษายน 2025 หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม ในหลายครั้งที่ผ่านมา ความเสี่ยงของ Stagflation มักไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเศรษฐกิจสามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้

นักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่ระบุว่า ปัจจัยสำคัญในครั้งนี้คือ “ระยะเวลา” ของวิกฤต หากสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านสามารถคลี่คลายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้คำมั่นไว้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะบ่งชี้ว่าราคามีแนวโน้มลดลงในช่วงที่เหลือของปี แต่ตลาดน้ำมันก็มีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก

จิม คาโรน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนด้านพอร์ตโฟลิโอของ Morgan Stanley Investment Management ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจสร้าง “แรงกระแทก” ต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น และอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่มักเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะ Stagflation

ในช่วงวิกฤตอิหร่านที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นเป็นส่วนใหญ่ สะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

เช่นเดียวกัน ตลาดการเงินเริ่มลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าเฟดจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้เป้าหมาย 2% มากกว่าการกระตุ้นตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว

เอ็ด ยาร์เดนี ผู้ก่อตั้ง Yardeni Research ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐและตลาดหุ้นกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจากความตึงเครียดกับอิหร่าน และธนาคารกลางสหรัฐก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เฟดจะต้องเผชิญกับความท้าทายระหว่างความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการว่างงานที่อาจสูงขึ้น อีกทั้งระบุว่า เขาได้เพิ่มความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation แบบยุค 1970 เป็นประมาณ 35% โดยมองว่าสงครามกับอิหร่านเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงทศวรรษนี้

แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมองว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ยาร์เดนีเตือนว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย

ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ

โดยปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐมักไม่ให้ความสำคัญกับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะสั้นมากนักเมื่อกำหนดนโยบายการเงิน แต่หากแรงกดดันดังกล่าวยืดเยื้อก็อาจมีผลต่อทิศทางนโยบายได้

ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน นักลงทุนในตลาดสัญญาล่วงหน้าคาดการณ์ว่าเฟดอาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน และอาจมีการลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดได้เลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปเป็นเดือนกันยายน หรือเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคม และคาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2026

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงเป็น “ระยะเวลา” ของราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเป็นเพียงชั่วคราว และเศรษฐกิจสหรัฐอาจยังคงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับแรงกระแทกดังกล่าวได้

ที่มา : CNBC
ภาพ : Fortune

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
us war

ผบ.ทหารสหรัฐฯ เตรียมพบทรัมป์ กางแผนปฏิบัติการทางทหารบุกอิหร่าน

14:58 น.

 
oil reuters

น้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงสุดในรอบ 4 ปี กังวลสหรัฐฯ อาจใช้กำลังต่ออิหร่าน

14:56 น.

 
powell cnn 2

“พาวเวล” ยืนยันอยู่ในคณะผู้ว่าการเฟดต่อไป มั่นใจ “เควิน วอร์ช” รับมือแรงกดดันการเมืองได้

14:53 น.

 
wgc

ดีมานด์ทองคำโลกทำนิวไฮใน Q1/69 รับแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย

14:46 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า