ความกังวลเกี่ยวกับภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตต่ำ กำลังกลับมาเป็นประเด็นสำคัญในตลาดการเงินสหรัฐอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะต่อไป
ภาวะ Stagflation ถือเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแรงสร้าง “แรงกดดันสองด้าน” ต่อเศรษฐกิจ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือการเพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐ อาจยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น ในขณะเดียวกัน ราคาสินค้าที่สูงอย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคและตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งพึ่งพาการบริโภคคิดเป็นมากกว่าสองในสามของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด
เอริก นอร์แลนด์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ CME Group ระบุว่า เขามีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลงบประมาณในระดับสูง เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมายของธนาคารกลาง และแนวโน้มที่ธนาคารกลางบางแห่งเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ
ตลาดการเงินเริ่มผันผวนมากขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ โดยในช่วงเปิดการซื้อขาย ราคาน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ก่อนจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยในช่วงบ่าย
แรงกดดันจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่าเศรษฐกิจสหรัฐสูญเสียตำแหน่งงาน 92,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 4.4% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการเติบโตของการจ้างงานที่ซบเซาตั้งแต่ต้นปี 2025 และเพิ่มความกังวลว่าแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในปีที่ผ่านมาอาจเริ่มชะลอลง โดยตลอดทั้งปี 2025 การจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 116,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นต่อเดือนของปีก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อพื้นฐานของสหรัฐตามดัชนีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ใช้เป็นตัวชี้วัดหลักยังคงอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%
ย้อนอดีตยุค Stagflation ในทศวรรษ 1970
เศรษฐกิจโลกเคยเผชิญแรงกระแทกจาก Stagflation ที่เกิดจากราคาน้ำมันในปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤต Stagflation ในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐต้องเผชิญเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกัน
ความกังวลเกี่ยวกับ Stagflation เคยเพิ่มขึ้นอีกครั้งในเดือนเมษายน 2025 หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม ในหลายครั้งที่ผ่านมา ความเสี่ยงของ Stagflation มักไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากเศรษฐกิจสามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้
นักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่ระบุว่า ปัจจัยสำคัญในครั้งนี้คือ “ระยะเวลา” ของวิกฤต หากสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านสามารถคลี่คลายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้คำมั่นไว้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง แม้ว่าราคาน้ำมันล่วงหน้าจะบ่งชี้ว่าราคามีแนวโน้มลดลงในช่วงที่เหลือของปี แต่ตลาดน้ำมันก็มีความผันผวนสูงและคาดการณ์ได้ยาก
จิม คาโรน ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนด้านพอร์ตโฟลิโอของ Morgan Stanley Investment Management ระบุว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจสร้าง “แรงกระแทก” ต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น และอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่มักเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะ Stagflation
ในช่วงวิกฤตอิหร่านที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นเป็นส่วนใหญ่ สะท้อนว่านักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
เช่นเดียวกัน ตลาดการเงินเริ่มลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าเฟดจะให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ใกล้เป้าหมาย 2% มากกว่าการกระตุ้นตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว
เอ็ด ยาร์เดนี ผู้ก่อตั้ง Yardeni Research ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐและตลาดหุ้นกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจากความตึงเครียดกับอิหร่าน และธนาคารกลางสหรัฐก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เฟดจะต้องเผชิญกับความท้าทายระหว่างความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการว่างงานที่อาจสูงขึ้น อีกทั้งระบุว่า เขาได้เพิ่มความน่าจะเป็นที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation แบบยุค 1970 เป็นประมาณ 35% โดยมองว่าสงครามกับอิหร่านเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญต่อความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงทศวรรษนี้
แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังมองว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ยาร์เดนีเตือนว่าราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ย
ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ
โดยปกติแล้ว เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐมักไม่ให้ความสำคัญกับความผันผวนของราคาพลังงานในระยะสั้นมากนักเมื่อกำหนดนโยบายการเงิน แต่หากแรงกดดันดังกล่าวยืดเยื้อก็อาจมีผลต่อทิศทางนโยบายได้
ก่อนที่สหรัฐและอิสราเอลจะเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน นักลงทุนในตลาดสัญญาล่วงหน้าคาดการณ์ว่าเฟดอาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน และอาจมีการลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดได้เลื่อนคาดการณ์การลดดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปเป็นเดือนกันยายน หรือเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคม และคาดว่าจะไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปี 2026
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงเป็น “ระยะเวลา” ของราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากสถานการณ์คลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะเป็นเพียงชั่วคราว และเศรษฐกิจสหรัฐอาจยังคงมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับแรงกระแทกดังกล่าวได้
ที่มา : CNBC
ภาพ : Fortune








