นักลงทุนสถาบันจีนกลับเข้าซื้อทองคำ หลังราคาปรับลงแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์/ออนซ์ ส่งผลให้กองทุน ETF ทองคำในจีนมีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง 14 วันยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 11.42 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันในจีนกลับเข้ามาหนุนตลาดทองคำอีกครั้ง หลังราคาทองคำปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่งผลให้ราคาทองสามารถยืนเหนือระดับสำคัญดังกล่าวได้ แม้จะยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยสูงและเงินเฟ้อ
ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า กองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำในจีนมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิต่อเนื่อง 14 วันติดต่อกันจนถึงวันจันทร์ (3 ส.ค.) นับเป็นสถิติการไหลเข้าต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม สะท้อนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในตลาดทองคำของประเทศที่เป็นผู้บริโภคทองคำรายใหญ่ที่สุดของโลก
สตีฟ โจว นักวิเคราะห์จาก Huaan Fund Management ผู้บริหารกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดของจีน กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันเริ่มกลับมาสนใจทองคำมากขึ้น หลังราคาปรับตัวลงมาใกล้ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะเดียวกันการร่วงลงของตลาดหุ้นจีนยังเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้เม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI หลังนักลงทุนเริ่มกังวลว่าราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงเกินไป ประกอบกับการลงทุนที่กระจุกตัวในหุ้นไม่กี่ตัว
ดัชนี CSI 300 ปรับตัวลดลงเกือบ 8% ในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นการปรับฐานครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มโยกเงินจากตลาดหุ้นเข้าสู่ทองคำ ซึ่งถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าในช่วงที่ตลาดผันผวน
โจวระบุว่า ความผันผวนจากกองทุนที่ใช้เลเวอเรจลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มี Margin of Safety สูงกว่า และทองคำกำลังกลับมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ
นอกจากแรงซื้อผ่านกองทุน ETF แล้ว ตลาดทองคำแท่งในจีนก็เริ่มส่งสัญญาณแข็งแกร่งเช่นกัน โดยราคาทองคำใน Shanghai Gold Exchange ซื้อขายที่ระดับ Premium เหนือราคาตลาดลอนดอนเล็กน้อย สะท้อนว่าความต้องการทองคำภายในประเทศเริ่มเพิ่มขึ้น
เบอร์นาร์ด ซิน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคจีนของ MKS PAMP ผู้ค้าทองคำและโรงกลั่นระดับโลก กล่าวว่า สต๊อกทองคำของบริษัทถูกจำหน่ายออกอย่างรวดเร็วผิดปกติ และได้รับคำสั่งซื้อจากธนาคารจีนที่นำเข้าทองคำผ่านตลาด Shanghai Gold Exchange International Board เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ความต้องการทองคำในจีนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่มากพอที่จะผลักดันราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง โดยย้ำว่า “ตลาดยังไม่เข้าสู่ภาวะซื้อแบบตื่นตระหนก (panic buying)”
ก่อนหน้านี้ราคาทองคำเคยปรับตัวลงมากกว่า 25% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังสงครามในตะวันออกกลางกระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงหรือปรับขึ้นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำสามารถปิดบวกเป็นรายเดือนได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และแม้จะหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพียงไม่กี่ครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่แรงซื้อจากจีนช่วยให้ราคากลับมายืนเหนือระดับดังกล่าวได้อีกครั้ง
นักวิเคราะห์มองว่า หากความผันผวนของตลาดหุ้นจีนยังดำเนินต่อไป และนักลงทุนสถาบันยังคงทยอยสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงราคาทองคำในระยะต่อไป แม้จะยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้ราคากลับไปทำสถิติสูงสุดใหม่ในเร็ว ๆ นี้
อ้างอิง : bloomberg.com
ที่มา : การเงินธนาคาร








