ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มอาจถูกดึงเข้ามามีบทบาทในความพยายามของรัฐบาลสหรัฐในการสนับสนุนค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ต้องการให้เฟดขยายกลไกการปล่อยกู้ เพื่อเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถพยุงค่าเงินได้โดยไม่สร้างความผันผวนต่อพันธบัตรสหรัฐ
ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ เควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ กำลังพยายามปรับความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงการคลังกับเฟด ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริหารตลาดพันธบัตรมูลค่ากว่า 29 ล้านล้านดอลลาร์ และอาจนำไปสู่บทบาทใหม่ของเฟดในการสนับสนุนนโยบายการเงินระหว่างประเทศของสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ เบสเซนต์ เปิดเผยว่าสหรัฐได้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อช่วยพยุงค่าเงินเยน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยการร่วมมือครั้งสำคัญล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2011 หลังเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น
ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2022 จากความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่น รวมถึงปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้สาธารณะสูง ประชากรสูงวัย และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยล่าสุดค่าเงินเคยอ่อนลงแตะระดับเกือบ 164 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986
หลังการแทรกแซงร่วม ค่าเงินเยนแข็งค่ากลับขึ้นบางส่วน โดยกระทรวงการคลังสหรัฐใช้เงินยูโรจากกองทุนรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Stabilization Fund) เพื่อซื้อเยน ซึ่งสะท้อนความพยายามลดแรงกระทบต่อตลาดพันธบัตรสหรัฐโดยตรง
หนึ่งในแรงกดดันสำคัญต่อค่าเงินเยนคือ “การทำแครี่เทรด” ซึ่งนักลงทุนกู้เงินเยนต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น พันธบัตรสหรัฐหรือหุ้น โดยเฉพาะในยุคการเติบโตของเทคโนโลยี AI อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของกลยุทธ์นี้เริ่มถูกตั้งคำถาม จากนโยบายภาษีและความไม่แน่นอนด้านการค้าของรัฐบาลทรัมป์ ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์มากขึ้น
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า “Yen Carry Trade กำลังเริ่มพังทลาย” ซึ่งหากค่าเงินเยนยังอ่อนต่อ อาจกระทบความต้องการซื้อพันธบัตรสหรัฐ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ปรับตัวสูงขึ้น โดยล่าสุดพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี เคยพุ่งเกิน 4.7% ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยหลังการแทรกแซง
เบสเซนต์ยังเสนอให้ญี่ปุ่นใช้เครื่องมือของเฟดที่เรียกว่า FIMA Repo Facility ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารกลางต่างชาติสามารถนำพันธบัตรสหรัฐไปกู้เงินระยะสั้น แทนการขายพันธบัตรออกสู่ตลาด เพื่อลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม การขยายวงเงินหรือบทบาทของเครื่องมือนี้ยังต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) และยังมีข้อถกเถียงว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของเฟดหรือไม่
ในมุมเชิงนโยบาย วอร์ชเคยส่งสัญญาณว่า เฟดอาจเปิดกว้างต่อการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังมากขึ้นในประเด็นการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งอาจรวมถึงการพิจารณาขยายวงเงินสวอปไลน์ให้กับประเทศพันธมิตรเพิ่มเติม เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ที่มา : CNBC








