อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นทะลุระดับสำคัญ จนเริ่มสร้างความกังวลในตลาดการเงิน โดยล่าสุดยีลด์แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่กลับขึ้นมาใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สอง
ข้อมูลจากดาวโจนส์ระบุว่า ยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 4.757% ซึ่งถือเป็นจุดที่นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจอย่างจริงจัง โดยผู้จัดการพอร์ตการลงทุนบางรายมองว่าเมื่อยีลด์แตะระดับประมาณ 4.75% นักลงทุนจะเริ่มกังวลว่าอาจขึ้นไปถึง 5% ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับฐานของตลาดหุ้นได้
แม้ว่าตลาดหุ้นในเดือนสิงหาคมยังคงให้ผลตอบแทนในภาพรวมที่ดี โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ห้า ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน แต่แนวโน้มในเดือนกันยายนอาจมีความผันผวนมากขึ้น หากต้นทุนทางการเงินยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ยีลด์พันธบัตรมีความสำคัญต่อภาคครัวเรือน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 10 ปีถูกใช้เป็นฐานอ้างอิงสำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยระยะยาว โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน 30 ปี ขณะเดียวกันตลาดพันธบัตรยังเผชิญแรงกดดันจากปริมาณหนี้รัฐบาลสหรัฐที่พุ่งแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และการแข่งขันในการดึงดูดเงินทุนจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ออกหุ้นกู้จำนวนมากเพื่อใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์
ในเดือนกันยายนยังมีแนวโน้มว่าจะมีการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนคุณภาพสูงเพิ่มเติมอีกราว 200,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนในตลาดโดยรวม
ด้านนโยบายภาครัฐ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ระบุว่าเขาและประธานธนาคารกลางสหรัฐมีมุมมองสอดคล้องกันเกี่ยวกับตลาดพันธบัตร โดยมองว่ายีลด์ในสหรัฐยังถือว่าค่อนข้างนิ่งเมื่อเทียบกับตลาดโลก อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้สร้างความประหลาดใจให้ตลาดก่อนหน้านี้ ด้วยการประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวตั้งแต่เดือนกันยายน แม้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ยีลด์ลดลงชั่วคราว แต่ก็ไม่สามารถกดให้อัตราผลตอบแทนลดลงได้อย่างยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน ยีลด์พันธบัตรอายุ 30 ปีปรับตัวขึ้นแตะประมาณ 5.248% ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงจุดสูงสุดในรอบหลายปี ทำให้หน่วยงานภาครัฐอาจมุ่งเน้นเพียงการรักษาเสถียรภาพของตลาด มากกว่าการพยายามกดอัตราผลตอบแทนลง
นักกลยุทธ์ตลาดบางรายมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนการกลับเข้าสู่ภาวะดอกเบี้ย “ปกติ” หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำผิดปกติ อย่างไรก็ตาม การที่ยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปีปรับขึ้นเหนือช่วงที่เหมาะสมราว 3.5% ถึง 4.5% อาจกดดันให้ครัวเรือนเพิ่มการออมและลดการใช้จ่าย ซึ่งจะส่งผลชะลอเศรษฐกิจในระยะถัดไป
แม้ในปีนี้การเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ จะช่วยหนุนตลาดหุ้นและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าอัตราดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั้งหมด
นอกจากนี้ ตลาดยังต้องเผชิญปัจจัยความไม่แน่นอนอื่น ๆ เช่น นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลาง การปรับฐานของหุ้นที่เคยปรับขึ้นแรง และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่กำลังจะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาด
นักลงทุนจึงจับตารายงานตัวเลขการจ้างงานในเดือนสิงหาคมที่จะประกาศในวันศุกร์อย่างใกล้ชิด เพราะหากข้อมูลออกมาอ่อนแอ อาจกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานและส่งผลให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่พันธบัตร ทำให้ยีลด์ปรับตัวลดลง
ในมุมมองของนักกลยุทธ์ตลาดบางราย ระดับยีลด์ใกล้ 4.75% ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเพิ่มการลงทุนในพันธบัตร โดยเฉพาะช่วงอายุ 5–8 ปี ขณะที่ตลาดหุ้นยังสามารถรับมือกับระดับดอกเบี้ยดังกล่าวได้ แต่หากยีลด์ปรับขึ้นเกิน 5% อาจเริ่มสร้างแรงกดดันต่อหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ในอดีตเมื่อยีลด์พันธบัตรอายุ 10 ปีเคยแตะระดับ 5% ในปี 2023 ก็ได้กระตุ้นแรงซื้อจากนักลงทุนจำนวนมาก จนทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา โดยทั่วไปแล้ว ราคาพันธบัตรและอัตราผลตอบแทนจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ในระดับน่าสนใจ ประกอบกับสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวเพียงเล็กน้อย ก็อาจเพียงพอที่จะเปลี่ยนมุมมองของตลาด และดึงดูดเงินทุนกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรอีกครั้ง
ที่มา : morningstar
By Joy Wiltermuth
แปล ฮั่วเซ่งเฮง










