Desktop 1550x550 13

แนวโน้มตลาดและการลงทุน

จับตา FOMC รับพายุเงินเฟ้อ ปะทะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และแรงซื้อทองจากแบงก์ชาติ

26 ตุลาคม 2569|09:39 น.

Gold Bullish

  • ติดตามความคืบหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
  • แรงซื้อธนาคารกลางยังคงหนุนราคาทองคำต่อเนื่อง

Gold Bearish

  • ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ต.ค. นี้ ส่อแววกดดันทองคำ
  • ติดตามการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี เสี่ยงพุ่งสูงกดดันทอง

สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น หลังจากช่องแคบฮอร์มุซยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงของความไม่แน่นอนในสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ที่ยังอยู่คาบเส้นระหว่างสันติภาพและการเปิดฉากการโจมตี ในขณะที่ตลาดยังคงคาดการณ์เกิน 70% ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุม FOMC เดือน ธ.ค. นี้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

ติดตามความคืบหน้าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

ในวันที่ 3 พ.ย. 2026 จะเป็นวันชี้ขาดขั้วอำนาจในสภาคองเกรสช่วง 2 ปีสุดท้ายของปธน.ทรัมป์ โดยประเด็นสำคัญก็คือสภาคองเกรสชุดใหม่จะจัดการกับแรงกดดันด้านการใช้จ่าย หนี้สาธารณะ และการกู้ยืมอย่างไร เนื่องจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รายงานตัวเลขขาดดุลงบประมาณปีงบประมาณ 2026 สูงถึงประมาณ 1.99 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส (CBO) คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะที่ถือโดยภาคเอกชนจะพุ่งขึ้นจาก 101% ของ GDP ในปี 2026 สู่ 120% ภายในปี 2036 โดยมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเป็นตัวเร่งสำคัญ ทั้งนี้ การประเมินจาก Morgan Stanley ระบุว่าภาวะ สภาวะแบ่งแยกขั้วอำนาจจะนำมาซึ่งความไม่แน่นอนในการต่อรองเพดานหนี้และงบประมาณ รวมถึงภาวะชะงักงันทางการเมืองที่ไม่ได้การันตีว่าการใช้จ่ายจะลดลงหรือทำให้หนี้ลดลง เนื่องจากภาระหนี้ผูกพันและดอกเบี้ยจ่ายยังคงอยู่เท่าเดิมไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยของพรรคการเมืองใดก็ตาม

จากปัจจัยข้างต้น อาจส่งผลบวกต่อทองคำในระยะยาว เนื่องจากความแตกแยกทางการเมืองและเพดานหนี้สาธารณะที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะปรับตัวลงได้ ไม่ว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากก็ตาม อาจทำให้นักลงทุนมีความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลัง จนกระทบกับความเชื่อมั่นในดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในท้ายที่สุด

แรงซื้อธนาคารกลางยังคงหนุนราคทองคำต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน แรงซื้อเชิงโครงสร้างของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับราคา (Price Floor) ที่สำคัญ ซึ่งช่วยเสริมน้ำหนักให้กับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ โดยรายงานของวาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ อย่างโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ประเมินว่า ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำในเดือน ส.ค. สูงถึง 79 ตัน เพิ่มขึ้นจาก 44 ตันในเดือน ก.ค. และสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2022 กว่า 4 เท่า ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่ายอดซื้อสุทธิที่สภาทองคำโลก (WGC) รายงานไว้ที่ 39 ตันถึงเท่าตัว สะท้อนว่ามีแรงซื้อที่ไม่เปิดเผยอีกมากเพื่อกระจายความเสี่ยงหนีมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะด้านธนาคารกลางจีน (PBoC) ที่เร่งเดินหน้ากลยุทธ์ “ย่อซื้อ” ในเดือนก.ย. สูงถึง 23 ตัน ซึ่งถือเป็นยอดซื้อรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ ก.ย. 2023 นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคาทองคำร่วงลง 8.5% ในเดือน ก.ย. กองทุน Physical Gold ETF ทั่วโลกยังคงเดินหน้าเพิ่มการถือครองทองคำอีก 67 ตัน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,256 ตัน เพียงแต่ยังคงต้องติดตามดอกเบี้ยเฟดที่มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน ธ.ค. ซึ่งยังต้องติดตามเพิ่มเติมต่อไปว่าจะส่งผลให้ธนาคารกลางเปลี่ยนทิศทางในการซื้อทองคำหรือไม่

จากปัจจัยข้างต้น ถือว่าเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น หรือไม่ก็เป็นการชะลอการปรับตัวลงของทองคำ เนื่องจากธนาคารกลางเปรียบเสมือน “วาฬยักษ์” ที่ยังคงเข้าซื้อและถือทองคำเป็นระยะเวลานานตามยุทธศาสตร์ ทำให้แรงซื้อของธนาคารกลางคือปัจจัยสำคัญที่ยังคงพยุงราคาทองคำตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้

ติดตามการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ต.ค. นี้ ส่อแววกดดันทองคำ

ในวันที่ 28-29 ต.ค. นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ครบกำหนดรอบการประชุม FOMC โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจตรึงดอกเบี้ย 3.75-4.00% ในการประชุมดังกล่าว ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องติดตามในการประชุมก็คือ ถ้อยแถลงของประธานเฟด นายเควิน วอร์ช เนื่องจากในการประชุม FOMC ก่อนหน้านี้ในวันที่ 16-17 ก.ย. วอร์ชยังคงกังวลเงินเฟ้อที่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ติดต่อกันมานานกว่า 5 ปี โดยมีสินค้าและบริการหลายอย่างที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งเกิน 3% ทั้งในกรอบ 6 เดือน และ 12 เดือน อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากสินค้าโภคภัณฑ์และราคาพลังงานต้นน้ำจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวหนุนให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น (Cost Push Inflation) ในขณะที่ทางฝั่งตลาดแรงงาน วอร์ชได้กล่าวว่า การเปิดรับคนทำงานใหม่ๆ ได้ขยายตัวในระดับที่สอดคล้องกับขนาดของตลาดแรงงานในปัจจุบัน รวมถึงชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ (Weekly hours) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หากพิจารณาเงินเฟ้อ (CPI) ในช่วงหลังการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ก.ย. ที่ได้มีการประกาศไปแล้วในวันที่ 14 ต.ค. เงินเฟ้อเทียบรายปีกลับประกาศออกมาสูงถึง 3.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และครั้งก่อนที่ 3.6% และ 3.4% ตามลำดับ ในขณะที่ตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามกฎของ SAHM Rule Recession ที่มีการคำนวณค่าเฉลี่ยการว่างงานเคลื่อนที่ 3 เดือนกลับทำจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี 7 เดือนที่ระดับ 0.00 หน่วย (หากทะลุ 0.35 หน่วย เสี่ยงตลาดแรงงานมีปัญหาและเกิด Recession) นอกจากนี้ ดัชนีเงินเฟ้ออีก 1 ตัว อย่าง PCE ที่เฟดใช้ในการคาดการณ์ใน Summary of Economic Projections (SEP) ในเดือน ส.ค. ยังคงทรงตัวสูงที่ระดับ 3.4% เทียบเท่ากับครั้งก่อน แต่ทว่าในรายงาน SEP เฟดกลับคาดการณ์ PCE ณ สิ้นปี 2026 ไว้ที่ 3.7%

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปออกมาสั้นๆ ได้ว่า เงินเฟ้อยังดูไม่มีท่าทีจะชะลอตัวลงง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข CPI หรือ PCE จากราคาสินค้าและบริการยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวลง ในขณะที่ตลาดแรงงานก็ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้อาจทำให้การประชุม FOMC วันที่ 28-29 ต.ค. นี้ ยังไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า นายเควิน วอร์ช จะส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายทางการเงินได้เลย และอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่ตลาด CME Fed Watch ต้องปรับคาดการณ์ในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเพิ่มเติมอีกครั้งภายหลังการประชุม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำได้ในภายหลัง

ติดตามการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี เสี่ยงพุ่งสูงกดดันทอง

ในวันที่ 27 ต.ค. (เวลาไทย) สหรัฐฯ จะมีการเผยการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งเป็นอีก 1 ตัวชี้วัดว่า ณ ตอนนี้ผลตอบแทนพันธบัตรในปัจจุบันมีความคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเฟด / เงินเฟ้อ ที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ในตลาดรองหลังจากนี้ไป ทั้งนี้ หากย้อนดูผลการประมูลพันธบัตร 3 เดือนล่าสุด (ก.ค. – ก.ย. 2026) จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนและความต้องการซื้อที่น่าจับตา ดังนี้

ผลตอบแทนสูงสุดในการประมูล (High Yield)

  • เดือน ก.ค. 2026: High Yield อยู่ที่ระดับ 4.315%
  • เดือน ส.ค. 2026: High Yield ย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 4.204%
  • เดือน ก.ย. 2026: ล่าสุด High Yield ปรับตัวขึ้นทำ New High อยู่ที่ระดับ 4.787%

จากตัวเลขข้างต้น บ่งบอกถึงต้นทุนการระดมทุนผ่านพันธบัตรอายุ 2 ปีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นในการประมูล ได้ปรับตัวสูงทำ New High ในเดือน ก.ย. ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงตัวเลขยอดเสนอซื้อต่อยอดซื้อจริง (Bid-to-Cover Ratio) พบว่าอุปสงค์ในการประมูลกลับมีแนวโน้มทรงตัว แม้ว่าผลตอบแทนจะสูงขึ้นก็ตาม

ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio)

  • เดือน ก.ค. 2026: Bid-to-Cover Ratio อยู่ที่ 2.66 เท่า
  • เดือน ส.ค. 2026: Bid-to-Cover Ratio ย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.60 เท่า
  • เดือน ก.ย. 2026: ล่าสุด Bid-to-Cover Ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.63 เท่า หลัง High Yield ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.787%

จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนในการประมูล (High Yield) จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.787% แต่ระดับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นสามารถกระตุ้นให้อุปสงค์ในการประมูลเร่งตัวขึ้นได้เล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้มต้องการ Risk Premium หรือ Yield Premium ที่สูงขึ้นมากกว่านี้ เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้อีก

บทสรุป: จากข้อมูลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี พบว่าในช่วงเดือน ก.ค. – ก.ย. 2026 ตัว High Yield ปรับจาก 4.315% ลงสู่ระดับ 4.204% ก่อนดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.787% ขณะที่ Bid-to-Cover Ratio ลดลงจาก 2.66 เท่า เหลือ 2.60 เท่า และปรับตัวขึ้นมาที่ 2.63 เท่า ตามลำดับ แม้อุปสงค์โดยรวมยังสามารถรองรับการประมูลได้ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดพร้อมเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อรับผลตอบแทนสูงขึ้น ท่ามกลางความกังวลด้านเงินเฟ้อของตลาดที่ทำให้นักลงทุนมีแนวโน้มต้องการ Risk Premium / Yield Premium ที่สูงขึ้นมากกว่านี้เพื่อชดเชยความเสี่ยง ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องสิ่งที่ต้องติดตามก็คือ หลังจากที่เงินเฟ้อ (CPI) ที่ได้มีการประกาศไปแล้วในวันที่ 14 ต.ค. (ของเดือนก.ย.) แบบเทียบรายปีที่ประกาศออกมาสูงถึง 3.7% มากกว่าครั้งก่อนที่3.4% จะส่งผลให้ยอด Bid-to-Cover Ratio ยิ่งลดต่ำลงกว่าเดือนก่อนหรือไม่ เนื่องจากหากผลประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ในวันที่ 27 ต.ค. ออกมาอ่อนแอ อาจกดดันให้บอนด์ยีลด์ในตลาดรองปรับตัวขึ้นอีกครั้ง เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่หากการประมูลออกมาแข็งแกร่ง ก็อาจหนุนให้บอนด์ยีลด์ในตลาดรองปรับตัวลง เป็นบวกกับทองคำได้เช่นกัน

ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB เดือน ต.ค.
  • การประชุมคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.)
  • การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) และการแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ
  • จีดีพีไตรมาส 3 และดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 3 (ประมาณการครั้งที่ 1 ) q/q
  • จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
  • ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไปเทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.ย.
  • การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)
  • การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)

แนวโน้มราคาทอง

เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำในภาพรวมเริ่มเข้าสู่ระยะ Sideways Down ในภาพใหญ่ โดยราคามีการทยอยปรับตัวลงไม่สามารถทะลุแนวต้านบริเวณ 4,160 และ 4,260 ดอลลาร์ ขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้

มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากธนาคารกลางยังคงมีการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องเพื่อการป้องกันความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ รวมถึงนักลงทุนเริ่มกลับมามีความกังวลเรื่องเพดานหนี้สาธารณะผ่านจำนวน สส. หรือ สว. ของพรรคการเมืองที่เปลี่ยนไปหลังการเลือกตั้งกลางเทอม อาจหนุนให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,160 และ 4,260 ดอลลาร์

มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากปัจจัยสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังคงขยายวงกว้างและไม่สามารถเจรจากันได้ จนหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวขึ้นทำ New High อีกครั้ง ในขณะที่การประชุม FED เผยถึงความเข้มงวดด้านดอกเบี้ยจากเงินเฟ้อที่ยังปรับตัวสูง รวมถึงความเสี่ยงการประมูลพันธบัตรที่อ่อนแอจนดันบอนด์ยีลด์ในตลาดรองให้ปรับตัวสูงขึ้น อาจกดดันให้ราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 3,880 และ 3,780 ดอลลาร์  

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 62,150 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 61,500 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 64,800 บาท และ 65,350 บาท

image 288

ดาวน์โหลดเอกสาร

แชร์บทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

 
Cover 1000x670 01

Daily Recap Gold Futures 26-10-2569

08:55 น.

 
Cover 1000x670 09

Daily Recap Gold Spot 26-10-2569

08:45 น.

 
New SET SSF Cover 1000x670 06

Derivatives Recap 26-10-2569

08:15 น.

 
Cover 1000x670 11

Holiday Report 23-10-2569

09:23 น.

คำถามที่พบบ่อย

เกี่ยวกับเรา

พูดคุยกับเรา

พบเจอปัญหา หรือมีข้อสงสัย
ทักหาเราได้เลยที่นี่

เวลาทำการลูกค้าสัมพันธ์
จันทร์ - ศุกร์ 08.30 น. - 24.00 น.
เสาร์ - อาทิตย์ 08.30 น. - 17.30 น.

For the best experience, we recommend viewing the site in portrait orientation on mobile devices.

ไอคอน PDPA

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

You can choose your cookie settings by enabling/disabling cookies for each category as needed, except for necessary cookies.

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้เหล่านี้จำเป็นสำหรับการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์ เช่น การรักษาการล็อกอินของผู้ใช้ การบันทึกสินค้าที่เพิ่มลงในรถเข็น และการบันทึกการตั้งค่าภาษา
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น จำนวนผู้เข้าชม, หน้าเว็บที่ได้รับความนิยม และพฤติกรรมการท่องเว็บ ซึ่งช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้การทำงานเพื่อจดจำการตั้งค่าผู้ใช้

    คุกกี้เหล่านี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ โดยจดจำการตั้งค่าที่ผู้ใช้เคยกำหนดไว้ เช่น ชื่อผู้ใช้, ภาษา, ภูมิภาค หรือการปรับแต่งเว็บไซต์ตามความต้องการ
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ของบุคคลที่สามเพื่อการวิเคราะห์และการตลาด

    คุกกี้เหล่านี้ถูกตั้งค่าโดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลหรือผู้ให้บริการโฆษณา และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การวิเคราะห์เว็บไซต์และการทำการตลาด
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้โฆษณาเพื่อแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจ

    คุกกี้เหล่านี้ใช้เพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้บนเว็บไซต์ต่าง ๆ และแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งมักจะใช้โดยเครือข่ายโฆษณาภายนอก
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า