Gold Bullish
– ติดตามตัวเลข GDP สหรัฐฯ อาจออกมาแผ่ว
– เงินเฟ้อในระยะยาว อาจชะลอตัวลง
Gold Bearish
– ติดตามการประชุม Jackson Hole ของเควิน วอร์ช
– ติดตามตัวเลข PCE สหรัฐฯ คาดทรงตัว / สูงกว่าคาด
– สหรัฐฯ เตรียมเปิดฉากคว่ำบาตรอิหร่าน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากการที่บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10-30 ปี ได้มีการปรับตัวลง หลังนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ประกาศซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบพันธบัตร ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจในการลงทุนทองคำมากขึ้น เนื่องจากบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนที่ต่ำลง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ติดตามตัวเลข GDP สหรัฐฯ อาจออกมาแผ่ว
ในวันที่ 26 ส.ค. สหรัฐฯ จะมีการประกาศตัวเลข Prelim GDP ไตรมาส 2/2026 (ประมาณการครั้งที่ 2) ซึ่งมีแนวโน้มออกมาในทิศทางทรงตัวหรือชะลอตัวลงตามแรงส่งการบริโภคที่เริ่มแผ่วปลายไตรมาส ซึ่งก่อนหน้านี้ GDP ในไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งที่ 1) เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวได้เพียง 1.5% ต่อปี ซึ่งชะลอตัวลงจาก 2.1% ในไตรมาสที่ 1 (ประมาณการครั้งที่ 3) โดยสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Economic Analysis – BEA) ได้รายงานว่าการชะลอตัวนี้มาจากการปรับตัวลดลงของการใช้จ่ายภาครัฐ และการชะลอตัวของการลงทุนและการส่งออก ซึ่งได้รับการชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวขึ้นของการใช้จ่ายของผู้บริโภค ในขณะที่นายแจน แฮตซีอุส (Jan Hatzius) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ได้ออกมาเตือนว่า การเติบโตของยอดขายกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่เพิ่มขึ้น 5.9% (YoY) และสินค้าจำเป็นที่เพิ่มขึ้น 3.9% (YoY) ในไตรมาส 2 นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงผลพลอยได้ชั่วคราวจากการพุ่งขึ้นของเงินคืนภาษี (Tax Refund Surge) ที่สูงเกินคาด โดย Goldman Sachs คาดการณ์ว่าการเติบโตของการใช้จ่ายผู้บริโภคที่แท้จริง (Real Consumer Spending) ในช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงเหลือเพียง 1% – 1.5% เท่านั้น
นอกจากนี้ นายอังเดร ชูลเทน (Andre Schulten) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Procter & Gamble (P&G) ที่ชี้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเผชิญภาวะแยกทางกัน (Divergent Trends) โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูงยังคงจับจ่ายสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ ต่อเนื่อง แต่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน (Paycheck to Paycheck) เริ่มมีความระมัดระวังในการซื้อสินค้าทดแทนและการเลือกหยิบสินค้าออกจากชั้นวางอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนก.ค.ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ (-0.6%) ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ย่ำแย่ลงสู่ระดับ 51.0 ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน กำลังแสดงถึงการบริโภคที่อ่อนแอของสหรัฐฯ ที่คิดถึงเป็น 2 ใน 3 ของ GDP สหรัฐฯ
จากปัจจัยข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ตัวเลข GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 2/2026 (ประมาณการครั้งที่ 2) ที่จะมีการประกาศในวันที่ 26 ส.ค. มีโอกาสออกมาทรงตัว / น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ เนื่องจากปัจจัยด้านการบริโภคของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง และปัจจัยด้านการคืนภาษีซึ่งเป็นปัจจัยบวกชั่วคราว โดยหากตัวเลขออกมาอ่อนแอจริง อาจเป็นบวกกับทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่เป็นหลุมหลบภัยในยามที่เศรษฐกิจเกิดความผันผวน แต่หากออกมาแข็งแกร่ง ก็มีโอกาสที่ทองจะปรับตัวลงเช่นกัน
ติดตามตัวเลข PCE สหรัฐฯ คาดทรงตัว / สูงกว่าคาด
ในวันที่ 26 ส.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผย ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี ซึ่งมีแนวโน้มออกมาทรงตัว / มากกว่าที่คาดการณ์ โดยหากอ้างอิงจากบทสรุปการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ก.ค. ที่ผ่านมานี้ราคาสินค้ายังปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยฝ่ายวิจัยชี้ว่าเป็นผลโดยตรงจาก
- ภาษีนำเข้า (Tariffs) ของปธน.ทรัมป์ ชุดใหม่
- แรงกดดันราคาที่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ในห่วงโซ่ AI ในวัสดุก่อสร้างศูนย์ข้อมูล Data Center โดยเฉพาะ ชิปประมวลผล เหล็ก
- ราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบ (Input Costs) ปรับตัวสูงขึ้นจากปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruptions)
ในขณะที่ราคาภาคบริการพื้นฐานยังคงทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากราคาในหมวด Core Nonhousing Services (บริการที่ไม่รวมที่อยู่อาศัย) มีการเร่งตัวขึ้น ทั้งนี้ กรรมการเฟดหลายคนเน้นย้ำว่า การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการในรอบปีที่ผ่านมามีลักษณะกระจายตัวเป็นวงกว้าง (Broad-based) และแม้ว่าจะหักรายการที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าและพลังงานออกไปแล้ว เงินเฟ้อพื้นฐานที่แท้จริง (Underlying Inflation) ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจภาคเอกชนหลายจ้าวได้ใช้วิธี ยอมลดอัตรากำไร (Compressing Profit Margins) เพื่อดูดซับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น โดยกรรมการเฟดบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้บริโภคเริ่มมีพฤติกรรมต่อต้านการขึ้นราคา ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการส่งผ่านเงินเฟ้อสู่ผู้บริโภค (หากไม่มี Supply Shocks ใหม่เข้ามาเพิ่ม) โดยเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จากราคาน้ำมันขายปลีกและ Core Inflation ที่ชะลอตัวลง และจะปรับลดลงชัดเจนขึ้นในปี 2027 เมื่อผลของภาษีนำเข้าและความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลายลง จนกระทั่งสามารถกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ได้ในปี 2028
จากปัจจัยข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี อาจมีแนวโน้มออกมาทรงตัว / สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ จากปัญหาภาษีศุลกากรที่ยังคงค้างคาอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ภาวะ Supply Shocks ด้านพลังงาน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อาจผลักดันสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหากตัวเลขออกมาตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง แต่หากออกมาในทางตรงกันข้าม อาจหนุนให้ตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ซึ่งเป็นบวกกับทองคำได้เช่นกัน
ติดตามการประชุม Jackson Hole ของเควิน วอร์ช
นายเควิน วอร์ช มีแนวโน้มสูงที่จะใช้การประชุมแจ็กสันโฮลวันที่ 28 ส.ค. นี้ในการแถลงแนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด และการปฏิรูปเฟด (Fed Regime) สะท้อนจากการประชุมเฟดครั้งแรกของวอร์ชที่ไม่มีการส่ง Dot Plot และตัด Forward Guidance หรือการชี้นำล่วงหน้าถึงแนวโน้มดอกเบี้ยในแถลงการณ์ประชุม เพื่อให้ข้อมูลเศรษฐกิจและกลไกตลาดเป็นตัวนำทิศทางที่แท้จริง ทั้งนี้ หากการประชุมแจ็กสันโฮลมีการพิจารณาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเพื่อควบคุมให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ 2% อย่างจริงจัง อาจกดดันให้ราคาทองคำ Sideways หรือมีทิศทางลงได้ แต่หากเป็นในกรณีที่ไม่มีแนวโน้มที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อและมีการเปิดทางลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า จากการที่เฟดมองแนวโน้มเงินเฟ้อลดลง ก็อาจหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ถนนทุกสายล้วนจับจ้องไปที่มุมมองนโยบายการเงินของเฟดที่มีต่อเงินเฟ้อซึ่งเป็นปัจจัยหลักอันดับต้นๆ ของตลาดทองคำ เนื่องจากตลาดทองคำมักจะปรับตัวขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็มักจะปรับตัวลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเช่นกัน ทำให้เรายังคงต้องจับตาเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ในการประชุมครั้งนี้
สหรัฐฯ เตรียมเปิดฉากคว่ำบาตรอิหร่าน
ปธน.ทรัมป์ ได้เริ่มใช้ยุทธวิธีเตรียมเปิดปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจ (Economic Warfare) ต่ออิหร่าน โดยปธน.ทรัมป์ ได้เตือนว่า ประเทศใดที่เปิดทางให้สถาบันการเงิน บริษัท สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐบาลเข้าไปช่วยเหลืออิหร่านในทุกรูปแบบ จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ในขณะที่จีนรับซื้อน้ำมันส่งออกของอิหร่านเกือบทั้งหมด และถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของอิหร่าน ทั้งนี้ อิหร่านได้รับแรงกดดันที่สูงขึ้นอีกขั้น หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน โดย UAE ถือเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเป็นช่องทางสำคัญที่อิหร่านใช้ในการเข้าถึงสินค้าจากต่างประเทศและเงินตราสกุลหลัก
จากปัจจัยข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า ปธน.ทรัมป์ ได้เลือกใช้ยุทธวิธีป่าล้อมเมืองทางเศรษฐกิจ เพื่อบีบให้อิหร่านแพ้ภัยตัวเอง ในขณะที่หากสหรัฐเล็งเป้าไปยังการส่งออกน้ำมันของอิหร่านโดยตรง ก็มีความเสี่ยงที่จะเปิดแนวปะทะทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งอาจทำให้ความพยายามของปธน.ทรัมป์ในการต่ออายุข้อตกลงพักรบทางการค้ากับปธน.สี จิ้นผิง ซับซ้อนยิ่งขึ้น ก่อนที่ผู้นำจีนมีกำหนดเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในเดือน ก.ย. 2026 ซึ่งทำให้ต้องติดตามต่อไปว่า อิหร่านจะมีมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ ประเด็นการคว่ำบาตรด้วยการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจกดดันให้ทองคำปรับตัวลง เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากภาคพลังงานกลับมาอีกครั้ง
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย CB / ม.มิชิแกน เดือน ส.ค.
- ดัชนีภาคการผลิตสาขาริชมอนด์ เดือน ส.ค.
- จีดีพีไตรมาส 2 q/q (ประมาณการครั้งที่ 2) และดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 2 q/q (ประมาณการครั้งที่ 2)
- ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ก.ค.
- จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- การแถลงการณ์ของประธานเฟด นายเควิน วอร์ช
การประชุม Jackson Hole
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำได้เข้าสู่ระยะขาขึ้น โดยมี Pattern แบบ Flag อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากตัวเลข GDP สหรัฐฯ ออกมาชะลอตัวลง จากการบริโภคในภาพรวมที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ในขณะที่ตัวเลขดัชนี PCE ออกมาน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ตามตัวเลข CPI และ PPI ที่ประกาศไปแล้วก่อนหน้านี้ มีโอกาสที่ทองคำอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,670 และ 4,770 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ทองคำเริ่มสามารถรักษาระยะขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงกระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ตัวเลข PCE ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ตามการวิเคราะห์ของกรรมการเฟด และการประชุม Jackson Hole ของนายเควิน วอร์ชออกมาสร้างแรงกดดันให้กับตลาดอีกครั้ง ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายปรับตัวลง โดยมีแนวรับบริเวณ 4,420 และ 4,320 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับที่ไม่ควรหลุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจทำให้ทองคำกลับเข้ามาอยู่ในระยะ Sideways เช่นเดิม
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 68,900 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 71,500 บาท และ 72,200 บาท









