Gold Bullish
– Technical Rebound จากสัญญาณ Oversold
Gold Bearish
– ติดตามความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ
– ติดตามตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงาน
– ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ 11:1 คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% พร้อมกับส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง จากเดิมที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 2 ครั้ง อีกทั้งตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ อาทิเช่น ตัวเลข GDP สหรัฐฯ / PCE ออกมาขยายตัวขึ้นกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อน ในขณะที่ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซยังคงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ / บาร์เรล อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ติดตามความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงดุเดือดต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. – ปัจจุบัน โดยทางฝั่งอิสราเอลยังคงมุ่งหน้าโจมตีแหล่งพลังงานที่สำคัญบริเวณแหล่งก๊าซ South Pars ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอิหร่าน และอาจมีการโจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านในพื้นที่อื่นในอนาคต เพื่อมุ่งเน้นในการกำจัดแหล่งรายได้ที่สำคัญของอิหร่านและไม่ให้มีแหล่งเงินทุนในการทำสงครามกับอิสราเอล – สหรัฐฯ ในขณะที่ทางฝั่งอิหร่านได้เตรียมแผนที่จะล้างแค้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นายนายาลี ลารีจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงฯ / นายโกลัมเรซา สุเลมานี หัวหน้าหน่วยพาราลิมิตรี Basij และ นายเอสมาอิล คาติบ รัฐมนตรีกระทรวงข่าวกรอง ได้ถูกสังหารและเสียชีวิต ซึ่งทางอิหร่านได้พยายามโจมตีนิคมอุตสาหกรรมของกาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นชาติพันธมิตรกับสหรัฐฯ
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ทำให้นักลงทุนยังคงต้องติดตามต่อไปว่า สหรัฐฯ – อิสราเอล จะเปิดปฏิบัติการในการโจมตีแหล่งพลังงาน / โครงสร้างพื้นฐาน หรือบุคคลที่สำคัญของอิหร่านเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ในขณะที่อิหร่านจะมีแผนการในการตอบโต้อิสราเอล และชาติพันธมิตรสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วยรูปแบบที่มากกว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ / ส่งโดรนโจมตีหรือไม่ ทั้งนี้ รองปธน.สหรัฐฯ นายเจดี แวนซ์ เตรียมเรียกประชุมด่วนกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ เนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะ $3.84 ต่อแกลลอน สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี ซึ่งอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าต่อเนื่อง จากผลพวงของการที่ตลาดกังวลว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยยาวนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์อีกด้วย
ติดตามตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานวันที่ 26 มี.ค. นี้
ในวันที่ 26 มี.ค. สหรัฐฯ จะมีการเผยตัวเลขผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งมีแนวโน้มออกมาต่ำกว่าสัปดาห์ก่อน และอาจมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยมีสาเหตุมาจากตัวเลขรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจที่จัดทำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Summary of Economic Projections หรือ SEP) เมื่อวันที่18 มี.ค. ได้มีการคาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมทางเศรษฐกิจ (GDP) จะมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.4% (เดิมคาด 2.3%) และตัวเลขอัตราการว่างงาน (Unemployment rate) จะออกมาทรงตัวที่ 4.4% ซึ่งในเดือน ม.ค. ประกาศออกมาที่ระดับ 4.4% เท่ากัน ในขณะที่ตัวเลข Sahm Rule Recession (โมเดลที่ใช้ชี้วัดโอกาสการเกิดเศรษฐกิจถดถอยโดยอ้างอิงจากอัตราการว่างงาน ถ้าสูงกว่า 0.50 จะมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจถดถอยสูง) ได้มีการปรับตัวลดลง 4 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2025 – ก.พ. 2026 จาก 0.43 หน่วย ลดลงเหลือเพียง 0.27 หน่วย
จากตัวเลขที่ได้กล่าวไปในข้างต้น สามารถสรุปออกมาได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้านของการคาดการณ์ในอนาคตผ่านตัวเลข SEP และตัวเลข Sahm Rule Recession ที่ปรับตัวลดลงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ตัวเลขจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. 2025 – 12 มี.ค. 2026 ยังคงทรงตัวที่ระดับ 191,000 – 236,000 ตำแหน่ง และยังไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้มีความเสี่ยงที่การประกาศตัวเลขในวันที่ 26 มี.ค. อาจมีความเสี่ยงที่จะลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน จากปัจจัยดังกล่าว อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่เริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมากขึ้น
ติดตามการประมูลพันธบัตร อายุ 2 ปี วันที่ 24 มี.ค. นี้
การประมูลพันธบัตรระยะสั้นอายุ 2 ปี ของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. นี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ตลาดให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นดัชนีชี้วัด “ความเชื่อมั่น” ที่นักลงทุนมีต่อเฟด (Fed) ในการควบคุมเสถียรภาพทางด้านเงินเฟ้อ โดยความเคลื่อนไหวของอุปสงค์ในการประมูลครั้งนี้สามารถสะท้อนมุมมองของตลาดได้เป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่
- ในกรณีที่ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้: นักลงทุนมักจะเร่งเข้าซื้อพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนต้องการล็อกผลตอบแทนในระดับปัจจุบันที่ยังสูงอยู่ เพราะหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนเฟดลดดอกเบี้ยจริงๆ พันธบัตรที่จะออกมาในอนาคตย่อมให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและไม่น่าจูงใจเท่าเดิม
- ในทางตรงกันข้าม: หากตลาดมองว่าเฟดอาจจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนอาจเทขายหรือเข้าซื้อพันธบัตรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องรีบเข้าถือครองพันธบัตรในตอนนี้ เนื่องจากมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีพันธบัตรรุ่นใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าออกมาสู่ตลาด
ทั้งนี้ หากเรานำเอาพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ที่เสนอขายในรอบเดือน ม.ค. และ ก.พ. มาเปรียบเทียบกัน พบว่ายอดที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ (Indirect Bidder Accepted) ที่ได้มีการเสนอซื้อพันธบัตร ลดลงจาก 44.20 พันล้านดอลลาร์ ในเดือน ม.ค. เหลือเพียง 38.39 พันล้านดอลลาร์ ในเดือน ก.พ. ขณะเดียวกัน ยอดคำสั่งซื้อที่ลดลงข้างต้นนี้ ได้ส่งผลให้กลุ่มผู้ค้าพันธบัตรหลัก (Primary Dealer) ต้องถูกบังคับซื้อยอดพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ขายไม่หมดเอาไว้มากขึ้น จาก 5.03 พันล้านดอลลาร์ เป็น 6.73 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนผ่านยอด Bid-to-Cover Ratio ที่ปรับตัวลดลงจาก 2.76 เท่า เหลือ 2.64 เท่า
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้นักลงทุนยังต้องติดตามว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี ที่ได้มีการปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.90% หลังจากการประชุม FOMC วันที่ 18 มี.ค. จะสามารถดึงดูดทำให้กลุ่มธนาคารกลางของต่างประเทศ กลับมาซื้อพันธบัตรในวันที่ 24 มี.ค. เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ เนื่องจากหากมียอดซื้อเข้ามาเพิ่ม อาจทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรที่ลดลงเริ่มไม่เป็นที่น่าสนใจในการลงทุน แต่หากกลุ่มที่ได้กล่าวไปข้างต้นไม่มีการซื้อเพิ่มในวันที่ 24 มี.ค. อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่ทองคำเสียเปรียบด้านผลตอบแทนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ดอกเบี้ยสูงอย่างพันธบัตร
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือน / บริการ เดือน มี.ค.
– จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยม.มิชิแกน เดือน มี.ค.
แนวโน้มราคาทอง
ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคได้เริ่มเข้าสู่ระยะปรับฐานลงในภาพใหญ่ หลังจากทองคำได้ price In รับรู้เรื่องราคาพลังงานที่อาจมีผลต่อเงินเฟ้อ, การแข็งค่าของดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) และการประชุมเฟดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอาจเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ปรับตัวลงต่อเนื่องและรอการสร้างฐาน” โดยปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,200 – 4,070 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้น 1.272 ของ Fibonacci ซึ่งหากราคาทองคำทะลุแนวรับดังกล่าวลงไป อาจทำให้ราคาทองคำอาจทำ New Low ต่อเนื่อง ทดสอบแนวรับบริเวณ 3,900 ดอลลาร์ตามเส้นที่ 1.414 ของ Fibonacci อย่างไรก็ตาม หากทองคำสามารถยืนเหนือแนวรับดังกล่าวได้ อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นระยะสั้นทดสอบแนวต้านที่ 4,570 – 4,670 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้นที่ 0.786 ของ Fibonacci ตามลำดับ และหากทองคำสามารถทะลุแนวต้านดังกล่าว อาจทำให้ราคาทองคำทำทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,860 ดอลลาร์ ตามบริเวณเส้น 0.618 ของ Fibonacci ได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 64,300 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 70,300 บาท และ 71,400 บาท









