Gold Bullish
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. นี้
- ข้อเสนอหยุดยิงสหรัฐฯ – อิหร่าน มีความคืบหน้า
Gold Bearish
- สถานการณ์ตะวันออกกลางทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
- ทรัมป์ลดการกดดันอิหร่าน เพื่อรอหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองโลกปรับตัวลงแรง ก็เริ่มฟื้นตัวกลับใกล้ระดับ 4,200 ดอลลาร์ในช่วงปลายสัปดาห์ ขานรับสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีเงินเฟ้อ CPI ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 3.6% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แต่จากมุมมองคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ราคาน้ำมันดิบในเดือน ก.ย. ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดือน ส.ค. ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยต่อการเกิดเงินเฟ้อ และในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเดือน ต.ค. ก็ยังสูงกว่าเดือน ก.ย. ซึ่งหมายความว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ตะวันออกกลาง และ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเป็นเรื่องกดดันราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การเดินทางมาที่ประเทศไทยของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) การเสวนาร่วมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประธานเฟดได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายของเฟดว่า เฟดพร้อมจะดูแลเสถียรภาพด้านราคา แต่ปฏิเสธที่จะส่งสัญญาณหรือคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้าสำหรับการประชุมที่เหลือตลอดปี 2569 พร้อมชี้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจด้านผลผลิต การจ้างงาน และเงินเฟ้อ จะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน สภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงสอดคล้องกับที่เฟดคาดการณ์ไว้ โดยเควิน วอร์ช มองว่ากระแสการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากนโยบายที่เข้มแข็งนั้นเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในเวลานี้
การประชุม IMF และ World Bank ที่ประเทศไทย วันที่ 12-18 ต.ค. ปิดฉากลงเป็นที่เรียบร้อย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งลดรายจ่ายภาครัฐ ควบคุมการขาดดุลงบประมาณ และลดหนี้สาธารณะ หลังหนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 100% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น โดย IMF ระบุว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขยายตัวสูงกว่าคาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีเฉลี่ยของกลุ่ม G7 เพิ่มขึ้นกว่า 1.10% ระหว่างเดือน ก.พ. ถึง ก.ย. และแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะที่ต้นทุนการจัดหาเงินทุนภาครัฐโดยเฉลี่ยที่แท้จริงทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ภายในปี 2031 จาก 2.3% ในปี 2021
IMF เตือนว่า ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกำลังจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณด้านกลาโหม ความมั่นคงทางพลังงาน และสวัสดิการสำหรับสังคมสูงวัย ขณะที่เงินเฟ้อและราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอาจทำให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาด นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีอัตราดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ในรูปตัวเงิน ทำให้การรักษาระดับหนี้ต่อ GDP ไม่ให้เพิ่มขึ้นทำได้ยากยิ่งขึ้น โดย IMF ย้ำว่าการชะลอปรับฐานะการคลังจะยิ่งเพิ่มภาระดอกเบี้ยและทำให้การแก้ไขปัญหาในระยะยาวมีต้นทุนสูงขึ้น
ซึ่งจากข้อมูลนั้น IMF กำลังบ่งชี้ถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต ซึ่งอาจยังไม่ได้ส่งผลบวกกับราคาทองคำในทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผลกระทบเลยในอนาคต ตราบใดที่นักลงทุนทั่วโลกยังคงมองว่า ทองคำยังเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย”
ประธานเฟดเริ่มประสานเสียง “ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย”
สัปดาห์นี้เฟดจะเข้าสู่ช่วง Fed blackout period จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 29 ต.ค. 2569 ซึ่งเป็นกฎระเบียบของเฟดได้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นหรือให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับนโยบายการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนตีความว่าเป็นการบ่งชี้การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมาถึงในวันที่ 28-29 ต.ค.
สิ่งที่น่าสนใจ คือ ประธานเฟดหลายท่านส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังคงนโยบายเข้มงวดเป็นหลักเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ดังนี้
- จอห์น วิลเลียมส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ สาขานิวยอร์ก ยังคงมองว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ในขณะนี้ยังไม่เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐ จะจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกในปี 2027 สัญญาณว่าเงินเฟ้อจะชะลอลง “อย่างมาก” เมื่อผลกระทบจากกำแพงภาษีศุลกากรและราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจางลง
- คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กล่าวว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น มากกว่าความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และให้มุมมองการปรับขึ้นดอกเบี้ยยังคงต้องมีความยืดหยุ่นในเรื่องของช่วงเวลาที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นติดต่อกัน แต่ควรดำเนินการให้เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม
- แมรี เดลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก ส่งสัญญาณเมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) ว่า เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เฟดยังสามารถชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไว้ก่อนในการประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไป
ซึ่งจากข้อมูลข้างต้น สอดคล้องกับเครื่องมือ CME FedWatch Tool ซึ่งยังคงให้น้ำหนักมากกว่า 70% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจมีความผันผวนในช่วงที่สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีเงินเฟ้อ CPI บ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาที่ระดับใกล้เคียง แม้ว่าจะต่ำกว่าสัปดาห์ก่อนที่ 82.3% ก็ตาม
ทรัมป์หยุดโจมตีอิหร่าน เดินแผนผูกมิตรรัสเซีย หวังลดแรงกระเพื่อมราคาน้ำมัน
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับสูง โดยผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ขู่จมเรือรบสหรัฐฯ หากเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านกำลังเสริมระบบป้องกันสถานที่สำคัญและโรงงานนิวเคลียร์ พร้อมเตือนว่าจะตอบโต้หากถูกสหรัฐฯ โจมตี อย่างไรก็ตาม ตลาดยังจับตาความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งกำลังพิจารณาข้อเสนอล่าสุดเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอิหร่านยืนยันเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล ยุติสงครามทุกแนวรบ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน แม้จะมีรายงานว่าสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขบางส่วนแล้ว แต่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงจากความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังพยายามผลักดันการหยุดยิงในสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยมีรายงานว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาปลดล็อกทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้สูงสุด 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อจูงใจให้รัสเซียยอมรับข้อตกลงหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครน แต่ข้อเสนอดังกล่าวเผชิญแรงคัดค้านจากยุโรป ขณะที่สหรัฐฯ มีรายงานว่ากดดันยูเครนด้วยการขู่ระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง หากกลับมาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของวอชิงตันในการใช้ทั้งแรงจูงใจทางเศรษฐกิจและแรงกดดันทางการทหารเพื่อยุติความขัดแย้ง แม้ความเห็นต่างระหว่างพันธมิตรตะวันตกอาจทำให้การเจรจายังเผชิญความไม่แน่นอน
ซึ่งหากทั้ง 2 ประเด็นมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี วิกฤตอุปทานน้ำมันที่ตรึงตัวจะเริ่มคลี่คลาย และส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง ซึ่งผลต่อราคาทองคำก็จะออกมาในเชิงบวกได้ แต่ในทางกลับกัน ประเด็นสงครามตะวันออกกลางระหว่าง ซาอุฯ กับกลุ่มฮูตีในเยเมน อีกทั้งการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ นับว่ายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ซึ่งหากยังคงมีการโจมตีกันไม่หยุด สถานการณ์ก็อาจยิ่งบานปลายต่อไปอีกได้เช่นกัน
แนวโน้มราคาทอง
ภาพรวมในสัปดาห์ ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบกว้าง โดยมีแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 4,220 – 4,225 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเส้นกดของเทรนแนวโน้มขาลง และยังเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA200 ของกราฟราย 4 ชั่วโมงอีกด้วย ซึ่งหากทะลุขึ้นไปได้คาดว่าอาจเกิดสัญญาณ Bullish รอบใหม่ โดยมีเป้าหมายการปรับตัวขึ้นอาจทดสอบถึงระดับ 4,270 ดอลลาร์ แต่หากยังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ คาดมีโอกาสปรับตัวลงเพื่อย้ำความแข็งแกร่งของแนวรับด้านล่างอีกครั้ง ที่ระดับ 4,100 ดอลลาร์ และถัดไปที่ 4,065 – 4,075 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดที่ทำไว้เมื่อวันที่ 7 และ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยเปิดสถานะซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้แนวรับ 4,100 ดอลลาร์ หรือราคาทองคำแท่งบาทละ 65,400 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนหากราคาทองหลุดต่ำกว่า 4,060 ดอลลาร์ หรือราคาทองคำแท่งบาทละ 64,900 บาท และมีเป้าหมายทำกำไรที่ 66,900 – 67,000 บาท









