Gold Bullish
– สหรัฐฯ-จีน จับมือเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซ
Gold Bearish
– จับตารายงาน FOMC ของวันที่ 28-29 เม.ย.
– ไฟสงครามฮอร์มุซยังปะทุ สวนทางดีลทรัมป์ – สี จิ้นผิง
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลง จากการที่สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า หลังตลาดกังวลราคาน้ำมันดิบและเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ FedWatch Tool ของ CME Group ปรับคาดการณ์ว่า เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือน มี.ค. 2027 อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
สหรัฐฯ-จีน จับมือเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซ
เมื่อวันที่ 14 พ.ค. นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ระบุว่าจีนมีแรงจูงใจในการกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกที่ต้องนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านถึงร้อยละ 10 และมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมดมาจากตะวันออกกลาง ทำให้การปิดช่องแคบส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของจีนโดยตรงมากกว่าที่ส่งผลต่อสหรัฐฯ ในขณะที่การประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่งได้ข้อสรุปสำคัญที่ ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง ได้เห็นพ้องกันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องกลับมาเปิดเพื่อสนับสนุนการไหลเวียนของพลังงานอย่างเสรี อีกทั้งปธน.สี จิ้นผิง ยืนยันชัดเจนถึงการคัดค้านการใช้ช่องแคบนี้เป็นเครื่องมือทางทหารหรือความพยายามที่จะเรียกเก็บค่าผ่านทางที่ผิดกฎหมายสากล
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในสภาวะที่ร้อนระอุและราคาน้ำมันยังคงทรงตัวสูง หลังรายงานจาก IEA ระบุว่าตลาดน้ำมันจะตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรงไปจนถึงเดือน ต.ค. เป็นอย่างน้อย แม้สงครามจะจบลงในเร็ววันก็ตาม ในขณะที่สงครามสหรัฐฯ – อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ เผยหลังการพบปะผู้นำจีนว่าตนไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบเปิดช่องแคบฮอร์มุซหากการเจรจาสันติภาพยังไม่ลงตัว พร้อมระบุว่าจีนต้องการเห็นสงครามยุติและยินดีจะซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังต้องจับตาสถานการณ์ต่อไปว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติหรือไม่ หากการเจรจาระหว่าง ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้นผิง ทำให้ช่องแคบเปิดอีกครั้ง อาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน / เงินเฟ้อ ลดลง เฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้น หนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น แต่หากภาวะสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังดำเนินต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาทองคำถูกกดดันลงต่อเนื่องได้เช่นกัน
จับตารายงาน FOMC ของวันที่ 28-29 เม.ย.
ในวันที่ 21 พ.ค. เฟดจะมีการสรุปรายงานการประชุม FOMC ของวันที่ 28-29 เม.ย. หลังการประชุมดังกล่าวสิ้นสุดลง โดยในการประชุม FOMC ที่ผ่านมานี้ ได้มีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% เนื่องจากความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น โดยประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ได้ให้มุมมองว่า เฟดจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกระยะหนึ่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ในขณะที่ประธานเฟดสาขามินนีแอโพลิสออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอย่างหนัก และการตัดสินใจครั้งต่อไปของเฟดอาจจำเป็นต้องเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ นอกจากนี้ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กได้ระบุว่า นโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ในจุดที่เอื้อต่อการคุมเงินเฟ้อแล้วและยังไม่มีเหตุผลที่จะปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในทันที ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือน เม.ย. เทียบรายปี เร่งตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.8% จาก 3.3% ในเดือน มี.ค. และเป็นระดับสูงสุดรอบ 3 ปี
นอกจากเฟดและคณะกรรมการ FOMC จะมีมุมมองที่กังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อแล้ว ตลาดยังได้แสดงความกังวลผ่านการประมูลพันธบัตรเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ซึ่งมักถูกใช้เป็นหนึ่งในตัวสะท้อนมุมมองของตลาดต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยระยะยาว โดยการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี มีดังนี้
1. ดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่าย (High Yield) พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง: ดอกเบี้ยในการประมูลปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 4.177% ในเดือน ก.พ. 2026 กระโดดขึ้นมาเป็น 4.468% ในเดือน พ.ค. 2026 สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นเพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงในการถือครองพันธบัตรระยะยาว
2. ความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio): มีสัดส่วนยอดเสนอซื้อต่อยอดประมูลจริงขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.38 เท่า ในเดือน ก.พ. 2026 เป็น 2.41 เท่า ในเดือน พ.ค. 2026 ซึ่งแม้จะดูเหมือนมีแรงซื้อกลับเข้ามา แต่เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยที่พุ่งสูงเกือบแตะ 4.5% ถือว่าอุปสงค์โดยรวมยังคงเปราะบาง
3. นักลงทุนต่างชาติลดการซื้อลงต่อเนื่อง จนสถาบันในประเทศเพิ่มสัดส่วนการเข้าซื้อ: กลุ่มนักลงทุนต่างชาติและสถาบันภายนอก (Indirect Bidder) มียอดสั่งซื้อลดลงต่อเนื่องจาก 2.700 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน ก.พ. 2026 เหลือเพียง 2.678 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน พ.ค. 2026 ส่งผลให้กลุ่มสถาบันในประเทศ (Direct Bidder) เลือกที่จะเข้ามารับอุปทานส่วนเกินแทนเพื่อเลือกผลตอบแทนที่สูงขึ้น ทำให้ดีลเลอร์หลัก (Primary Dealer) รอดพ้นจากการแบกรับภาระอุปทานส่วนเกินได้อย่างหวุดหวิด โดยยอดซื้อของ Dealer ลดลงจาก 5.595 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 5.016 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างนี้สะท้อนถึงสภาวะความต้องการ (Demand) ของเม็ดเงินต่างชาติที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด
จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในทั้งหมดข้างต้น แสดงให้เห็นว่า เฟดกำลังกังวลราคาพลังงานที่กำลังทำให้ภาวะเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นผ่านการคงดอกเบี้ย ในขณะที่อุปสงค์ในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่เป็นตัวสะท้อนถึงเงินเฟ้อระยะยาวยังคงอ่อนแรงจากการที่ตลาดยังคาดการณ์ว่าเฟดยังไม่ลดดอกเบี้ยได้โดยง่าย ส่งผลให้การเปิดเผยรายงานการประชุม (FOMC Minutes) ในวันที่ 21 พ.ค. นี้ มีแนวโน้มที่จะสะท้อนมุมมองที่เข้มงวด (Hawkish) ของคณะกรรมการเฟด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้บอนด์ยีลด์ทรงตัวในระดับสูง และกดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลงในที่สุด
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
– จำนวนผู้ขอยื่นรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
– ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต / บริการ เดือน พ.ค.
– ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน พ.ค.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำมีความเสี่ยงปรับฐานลง หลังทองคำเริ่มไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ (Lower High) อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้มีทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): หากช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง และส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า, น้ำมันดิบร่วงลง ราคาทองคำอาจมีแรงหนุนเชิงบวก โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,750 ดอลลาร์ และ 4,850 ดอลลาร์
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): ในทางกลับกัน หากสงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังดำเนินต่อไป ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่า, น้ำมันดิบและพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งสูงกว่าเดิม ตามมาด้วยเฟดอาจต้องตรึงดอกเบี้ยสูงยาวนาน หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้จะกลายเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสและกดดันให้ราคาทองคำถูกเทขายกลับลงมาแนวรับบริเวณ 4,460 และ 4,360 ดอลลาร์ ได้เช่นกัน
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 69,300 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 68,800 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 72,000 บาท และ 72,500 บาท









