Gold Bullish
– เฟดเผยรายงานการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ก.ค.
Gold Bearish
– เส้นตาย MOU สหรัฐฯ – อิหร่าน ครบกำหนดสัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้น จากการที่สหรัฐฯ ได้มีการประกาศตัวเลข CPI พื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายปี ออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน ซึ่งส่งผลให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า เฟดอาจเปลี่ยนท่าทีต่อการขึ้นดอกเบี้ยมาเป็นการคงดอกเบี้ยแทน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้
ติดตามเฟดเผยรายงานการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ก.ค.
ในวันที่ 20 ส.ค. เฟดจะมีการเผยบทสรุปการประชุม FOMC Meeting Minutes ของวันที่ 29 ก.ค. เกี่ยวกับมุมมองต่อภาวะเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยหากอ้างอิงในการประชุม FOMC คณะกรรมการเฟดมีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50% – 3.75% โดยนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ได้เน้นย้ำว่า เฟดไม่มีเป้าหมายเงินเฟ้อแบบผ่อนปรน (Soft Inflation Target) และมีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ 2% เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปี แล้ว ในขณะที่ทางฝั่งของตลาดแรงงาน วอร์ชได้กล่าวว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงาน (Job gains) ดำเนินไปในจังหวะที่สอดคล้องกันกับการขยายตัวของกำลังแรงงาน (Workforce) ส่งผลให้อัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงยังอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้ตลาดแรงงานไม่ได้อยู่ในภาวะเปราะบางจนเสี่ยงจะพังทลาย และก็ไม่ได้ตึงตัวจัดเหมือนช่วงหลังโควิด 19 ทั้งนี้ วอร์ชยังแสดงความไม่แน่ใจในประเด็นของ AI ว่าจะมีผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างไร ซึ่งวอร์ชเพียงแต่แสดงความเห็นว่า การลงทุน AI ที่พุ่งสูงนี้ช่วยในเรื่องของปัจจัยการผลิตและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในการประชุม FOMC ทางคณะกรรมการเฟดยังดูมีแนวโน้มที่เข้มงวดเรื่องภาวะเงินเฟ้อ และพร้อมขึ้นดอกเบี้ยได้ทุกเมื่อหากเงินเฟ้อมีท่าทีที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่หากอ้างอิงจากตัวเลข CPI พื้นฐาน / ทั่วไปเทียบรายปี ออกมาที่ 2.5% และ 3.4% ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าครั้งก่อนที่ 2.6% และ 3.5% ตามลำดับ ในขณะที่ตัวเลข Non-Farm ที่เพิ่งประกาศไปในวันที่ 7 ส.ค. (ประกาศเดือน ก.ค.) ออกมาลดลงถึง -23,000 ตำแหน่ง จากครั้งก่อนที่เพิ่มขึ้น 20,000 ตำแหน่ง ได้เริ่มทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. แทนการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ตลาดเริ่มมีมุมมองว่า การแสดงความเข้มงวดของเฟดที่มีต่อเงินเฟ้ออาจไม่ได้รุนแรงมากนัก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ชอบดอกเบี้ยในระดับต่ำ
เส้นตาย MOU สหรัฐฯ – อิหร่าน ครบกำหนดสัปดาห์นี้
สหรัฐฯ – อิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลงเห็นพ้องที่จะขยายเวลาการหยุดยิง 60 วัน ภายใต้บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding) ก่อนที่จะครบกำหนดสัญญาเดิมในวันที่ 17 ส.ค.นี้ โดยทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ระหว่างการส่งสารผ่านตัวกลางเพื่อกำหนดระยะเวลาการขยายข้อตกลงหยุดยิงที่ยังไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน ท่ามกลางการเจรจาที่ยืดเยื้อในประเด็นการรับประกันความมั่นคงและเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่ยินยอมที่จะรับความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ในการยกการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้อิหร่าน ขณะที่อิหร่านเร่งแต่งตั้งนายทหารที่พร้อมตั้งรับเพื่อเตรียมรับมือกับสงครามยืดเยื้อ เพื่อรักษาระบอบการปกครองของตัวเอง
นอกจากนี้ อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ปลดล็อกทรัพย์สิน และยุติการปิดล้อมทางทะเล แลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ปธน.ทรัมป์เรียกร้องค่าชดเชยสงครามจากอิหร่าน พร้อมกับใช้วิธีขู่ทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานกับการยกเลิกการโจมตีเพื่ออ้างการเจรจา อีกทั้งนายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะคว่ำบาตรอิหร่านด้วยมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจในระดับที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน พร้อมเสริมว่าคาดว่าจะมีการประกาศมาตรการใหม่ ๆ เพิ่มเติมในสัปดาห์นี้ ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ทำให้การเจรจาผ่านตัวกลางยิ่งมีความยืดเยื้อมากขึ้น และอาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ทยอยปรับตัวขึ้น อาจส่งผลให้เงินเฟ้อภาคพลังงานสูงขึ้น และเป็นอุปสรรคในการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำได้ในภายหลัง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังต้องติดตามต่อไปว่า การขยายระยะเวลาหยุดยิงที่แต่เดิมทีมีครบกำหนดในวันที่ 17 ส.ค. นี้ จะมีการขยายระยะเวลาหยุดยิงที่ชัดเจนหรือไม่ เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายยังคงแสดงท่าทีที่ตึงเครียดและไม่สามารถหาข้อเจรจาที่ลงตัวกันได้ อีกทั้งยังคงมีการอ้างสิทธิในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามระลอกใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากเป็นเช่นนั้นจริง อาจกดดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ดีดตัวขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ / ดอกเบี้ยเฟดอีกครั้ง เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ แต่หากออกมาเป็นผลตรงกันข้าม ก็อาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้เช่นกัน
ประเด็นที่สำคัญในสัปดาห์นี้
- ดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือน เทียบรายเดือน ส.ค.
- ยอดขายบ้านที่รอการปิดการขายเทียบรายเดือน เดือน ก.ค.
- ดัชนีราคาผู้บริโภคของอังกฤษ เดือน ก.ค. เทียบรายปี
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ เผยรายงานการประชุม วันที่ 28-29 ก.ค.
- ดัชนีภาคการผลิตของเฟด สาขาฟิลาเดลเฟียเดือน ส.ค.
- จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต / บริการ เดือน ส.ค.
แนวโน้มราคาทอง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง แต่ระยะสั้นยังไม่สามารถทะลุแนวต้านที่ 4,450 ดอลลาร์ ทำให้ในภาพรวม ทองโลกได้เริ่มกลับมา Sideways เพื่อสร้างฐานใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ ยังคงมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งมุมมองเชิงบวกและลบ ดังนี้
มุมมองเชิงบวก (Upside Scenario): ก่อนหน้านี้ ตลาดได้รับรู้ปัจจัยเงินเฟ้อ (CPI) และตลาดแรงงาน (Non-Farm) ที่ออกมาทรงตัว / ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไปแล้ว และหากบทสรุปการประชุม FOMC ที่ออกมาไม่ได้เข้มงวดเรื่องดอกเบี้ยในกรณีที่เงินเฟ้อ / ตลาดแรงงานแผ่วลง รวมถึงสหรัฐฯ – อิหร่าน มีการขยายระยะเวลาหยุดยิงอย่างเป็นทางการ มีโอกาสที่ทองคำอาจปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,450 และ 4,575 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ทองคำลุ้นกลับมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง
มุมมองเชิงลบ (Downside Scenario): หากสหรัฐฯ – อิหร่าน ยังคงไม่สามารถเจรจา / ขยายระยะเวลาหยุดยิงกันได้อย่างลงตัวในภายหลัง และมีการโจมตีในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มเติม ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาอีกครั้ง โดยมีแนวรับบริเวณ 4,200 และ 4,100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับที่ไม่ควรหลุด เนื่องจากมีความเสี่ยงที่อาจทำให้ทองคำกลับตัวเป็นขาลงได้
สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุน ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 66,700 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 66,200 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 68,700 บาท และ 69,200 บาท









